| ชื่อเรื่อง | : | เขมรมองไทย: การค้นหาวาทกรรมและอุดมการณ์ที่มีต่อไทย โดยมองปฏิบัติการเชิงสังคมวัฒนธรรมในชีวิตประจำวันของคนเขมร |
| นักวิจัย | : | สมหมาย ชินนาค |
| คำค้น | : | Cambodian Views of Thailand , Discourse and Ideology , Social and Linguistic Practice |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2554 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG5210049 , http://research.trf.or.th/node/5185 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | รายงานวิจัยแบ่งออกเป็น 5 ส่วน พร้อมทั้งในส่วนของภาคผนวก ส่วนแรกจะเป็นการสรุปการดำเนินงานโครงการวิจัยทั้งหมดซึ่งเป็นภาษาไทย ส่วนที่สองเป็นบทที่ 1 จะได้อภิปรายถึงการดำเนินงานวิจัย เป้าหมาย วิธีการและพื้นที่เก็บข้อมูล และสำหรับ 3 บทสุดท้ายที่เหลือนั้นจะเขียนในลักษณะเฉพาะซึ่งเป็นลักษณะ ของบทความวิจัยที่จะสามารถนำไปตีพิมพ์ได้ โดยที่แต่ละบทตั้งแต่บทที่ 2-4 นั้น จะส่งไปเพื่อตีพิมพ์กับวารสารระดับสากล และในส่วนของภาคผนวกนั้น จะประกอบไปด้วยภาพประกอบ บทที่ 2 “ปัญหากับ เสียม แต่ไม่ใช่กับ ไทย: มุมมองในช่วง หลังชาตินิยม (Post-National) ของคนกัมพูชาที่มีต่อเพื่อนบ้านในตอนเหนือ” มุ่งประเด็นความสนใจไปที่วาทกรรมที่ปรากฏให้เห็นใน xenonym (คำเรียกประเทศ) คำว่า "เสียม” หรือ "Siem" (ภาษาเขมรสำหรับคำว่า 'สยาม' หรือ 'Siam') และคำๆนี้ได้แสดงให้เห็นถึงมุมมองของชาวกัมพูชาที่มีต่อประเทศไทยอย่างไรบ้าง "เสียม" ได้กลายมาเป็นคำที่มีความหมายในเชิงลบซึ่งใช้เรียกแทนคำว่า "ไทย" โดยที่จะใช้เรียกเพื่อชี้ให้เห็นถึงอดีตของประเทศไทยในยุคอาณาจักรนิยม คือ การแพร่ขยายอาณาเขตซึ่งได้สร้างความเสียหายให้แก่อาณาจักรแขมร์ และการครอบครองหลายอย่างอย่างแพร่หลายที่ถือว่าเป็นวัฒนธรรมเเขมร์ หลักฐานที่ถือว่าการใช้คำว่า "เสียม" ในความหมายเชิงลบนั้น ก็คือจากเรื่องราวที่เจอในสื่อสารมวลชน, จากวิถีปฏิบัติด้านวิชาชีพในกลุ่มของไกด์นำเที่ยวที่อยู่ในเขตบริเวณนครวัด-นครธม, และจากงานที่นักเขียนคนอื่นๆ ที่ได้ศึกษามุมมองของเเขมร์ที่มีต่อไทย แต่บทความนี้ได้แสดงให้เห็นว่าในเขตทางตอนเหนือของประเทศกัมพูชาซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประชากรส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนกับประเทศไทย ประชาชนชาวไทย และการเลือกใช้คำว่า "เสียม" นั้นก็ได้แสดงให้เห็นถึงมุมมองในช่วง post-national ที่มีต่อประเทศไทย นั่นก็คือ คำว่า "เสียม" ในปัจจุบันไม่ได้นำมาเป็นคำเหมือนธรรมดา (synonym) ที่ใช้เรียกแทน คำว่า "ไทย" แต่หากนำมาใช้เรียกกลุ่มคนที่แตกต่างกันออกไปในสังคมไทยมากกว่า คำว่า "เสียม" นั้นนำมาใช้เรียกสังคมไทยที่เป็นกลุ่มอนุรักษ์นิยมในส่วนกลางของกรุงเทพฯ ที่เชื่อมโยงกับพรรครัฐบาลประชาธิปัตย์ ซึ่งมีหัวหน้าพรรคคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหรือกลุ่มใดๆ ก็ตามที่กล่าวอ้างถึงสิทธิจากอดีตในพื้นดินหรือทุนด้านวัฒนธรรมของแขมร์ คำว่า "ไทย" ในปัจจุบันใช้เรียกคนที่ถือสัญชาติไทยโดยทั่วไป เช่น คนไทยที่ชาวกัมพูชามีความสัมพันธ์ที่เป็นรูปธรรมด้วยและที่มีความรู้สึกชอบพอสนับสนุนกลุ่ม "เสื้อแดง" ความชื่นชอบในตัว ทักษิณ ชินวัตรและนโยบายของเขา และกลุ่มคนไทยที่ไม่ล้าหลังอยู่กับอดีตความเป็นอาณาจักรนิยมแต่มีหัวก้าวหน้าและให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจที่มีศักยภาพในฐานะที่เป็นพื้นฐานสำคัญในด้านความสัมพันธ์ บทที่ 3 “ลัทธิปราสาทศิลาคลั่งชาตินิยม: ทุนทางวัฒนธรรมที่ถูกยื้อแย่งบนพรมแดนไทย-กัมพูชา" มุ่งประเด็นความสนใจไปที่มิติเชิงวาทกรรมต่างๆของความขัดแย้งเรื่องเขตแดนที่กำลังเกิดขึ้นเกี่ยวกับปราสาทเปรียะวิเฮียร, ตาเมือน, และ Takrabey บทความชิ้นนี้ได้แสดงให้เห็นเหตุการณ์เฉพาะต่างๆ ของการตัดสินคดีของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ในปี ค.ศ. 1962 และแสดงให้เห็นว่าคำตัดสินของศาลโลกที่ดูคลุมเครือนั้นได้ก่อให้เกิดสภาวะทางมโนทัศน์ที่เกี่ยวกับข้อขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้อย่างไรบ้าง ในบทนี้เราจะได้เห็นว่าการตำหนิและกล่าวหาว่าข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้นส่วนใหญ่เกิดจากความดื้อดึงของประเทศไทย การที่ประเทศไทยมีการประชาสัมพันธ์ที่แย่ แต่จริงๆ แล้วหากเราพิจารณาข้อกล่าวหาดังกล่าวแล้วจะเห็นว่าเป็นการไม่ยุติธรรมเพราะเราควรจะพิจารณาโดยใช้บริบททางประวัติศาสตร์ และยังได้แสดงให้เห็นว่าลัทธิชาตินิยมกัมพูชามีความอ่อนไหวต่อประเด็นที่เกี่ยวกับมรดกอังกอร์อย่างไรบ้าง ให้เห็นว่าวาทกรรมในช่วงนี้ที่เกี่ยวกับปราสาทเปรียะวิเฮียรนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับวาทกรรมที่เกี่ยวข้องกับคำตัดสินของศาลโลกอย่างไรบ้าง และแสดงให้เห็นว่าสิ่งนี้ได้เผยให้เห็นความสองหน้าของทัศนคติของชาวกัมพูชาอย่างไรบ้าง นอกจากนี้ ในบทนี้ยัง ได้อภิปรายถึงการเมืองภายในประเทศนั้นไม่ว่าจะเป็นประเทศไทยหรือประเทศกัมพูชาได้เป็นสาเหตุให้ความขัดแย้งปะทุขึ้นอีกครั้งได้อย่างไร และได้อภิปรายถึงผลกระทบจากการปะทุขึ้นของความขัดแย้u3591 .ครั้งใหม่นี้ว่าส่งผลต่อเขตบริเวณพื้นที่พรมแดนอย่างไรบ้าง นอกเหนือจากนั้นบทความนี้ยังได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาซึ่งเป็นเพียงแนวทางเดียวที่น่าจะเป็นไปได้นั่นก็คือ ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาควรจะยอมรับว่าการเมืองนั้นมาถึงทางตันแล้วและควรหาวิธีที่จะก้าวข้ามผ่านสภาวะดังกล่าว การขึ้นทะเบียนร่วมของปราสาทเปรียะวิเฮียรเป็นมรดกโลกนั้นถือว่าเป็นโอกาสในการหาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่โอกาสนี้ก็ไดถูกทำลายลงไปแล้วเนื่องจากรัฐบาลไทยนั้นเอาใจฝ่ายขวาจัด บทที่ 4 "เครือข่ายข้ามพรมแดน: ชีวิตในแนวชายแดนที่เป็นปัญหาระหว่างพรมแดนไทย-กัมพูชา” บทความนี้ได้ศึกษาลักษณะที่หลากหลายในชีวิตประจำวันตามเขตพื้นที่ชายแดนไทย- กัมพูชาของทั้ง 2 ฝั่ง ประการแรก เพื่อประเมินว่ามีเครือข่ายข้ามพรมแดนด้านใดบ้างที่ผู้คนยังคงไว้อยู่ และประการต่อมาก็คือมีวาทกรรมที่เกิดขึ้นในระดับท้องถิ่นด้านใดบ้างที่แสดงให้เห็นเครือข่ายข้ามพรมแดนได้อย่างชัดเจน บทความนี้ยังได้พิจารณาว่าวาทกรรมในท้องถิ่นนั้นขัดแย้ง สนับสนุน หรือล้มล้างวาท-กรรมเชิงชาตินิยมหรือวาทกรรมกระแสหลักที่เห็นได้จากสื่อมวลชนหรือช่องทางอื่นๆ ได้อย่างไรบ้าง ข้อมูลทางด้านมานุษยวิทยาที่นำมาใช้ในบทความนี้ได้มาจากการสำรวจศึกษาตลาดที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ชายแดน การแต่งงานข้ามชาติ ความสัมพันธ์ของกลุ่มทหารตามพื้นที่ชายแดน กิจกรรมผิดกฎหมาย (โดยเฉพาะการลักลอบตัดไม้) ความสัมพันธ์ด้านศาสนาวัฒนธรรมและแรงงานต่างด้าว รายงานชิ้นนี้นำเสนอผลสรุปว่า วิธีวิทยาแนวหลังสมัยใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบันไม่สามารถที่จะอธิบายปรากฏการณ์และกิจกรรมในบริเวณชายแดนได้ดีนัก ยุคหลังสมัยใหม่ได้อธิบายปรากฏการณ์การเคลื่อนย้ายแรงงาน ทุน และวัฒนธรรมข้ามพรมแดนในภาพกว้าง หากแต่ว่าการบังคับควบคุมและโครงสร้างของรัฐกลับทำให้กิจกรรมบริเวณชายแดนที่ปฏิบัติอยู่เป็นประจำชะงักงันมากกว่าที่จะเป็นตัวหล่อเลี้ยงความสัมพันธ์ข้ามพรมแดน เราควรทำความเข้าใจวิถีปฏิบัติข้ามพรมแดนในฐานะที่เป็นร่องรอยของวิถีปฏิบัติในการเคลื่อนย้ายและความสัมพันธ์ในรูปแบบเดิม ซึ่งล้วนกำลังลดลงไปในฐานะที่เป็นความแข็งทื่อของพรมแดนและรัฐก็กลับเป็นภาระที่รบกวนวิถีชีวิตของผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ |
| บรรณานุกรม | : |
สมหมาย ชินนาค . (2554). เขมรมองไทย: การค้นหาวาทกรรมและอุดมการณ์ที่มีต่อไทย โดยมองปฏิบัติการเชิงสังคมวัฒนธรรมในชีวิตประจำวันของคนเขมร.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. สมหมาย ชินนาค . 2554. "เขมรมองไทย: การค้นหาวาทกรรมและอุดมการณ์ที่มีต่อไทย โดยมองปฏิบัติการเชิงสังคมวัฒนธรรมในชีวิตประจำวันของคนเขมร".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. สมหมาย ชินนาค . "เขมรมองไทย: การค้นหาวาทกรรมและอุดมการณ์ที่มีต่อไทย โดยมองปฏิบัติการเชิงสังคมวัฒนธรรมในชีวิตประจำวันของคนเขมร."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2554. Print. สมหมาย ชินนาค . เขมรมองไทย: การค้นหาวาทกรรมและอุดมการณ์ที่มีต่อไทย โดยมองปฏิบัติการเชิงสังคมวัฒนธรรมในชีวิตประจำวันของคนเขมร. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2554.
|
