| ชื่อเรื่อง | : | เครื่องถอนต้นกล้ายางพารา |
| นักวิจัย | : | สุรพล ชูสวัสดิ์ |
| คำค้น | : | ต้นกล้ายางพารา , เครื่องถอนต้นกล้ายางพารา |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2549 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4750040 , http://research.trf.or.th/node/5076 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | บทคัดย่อ โครงการวิจัยนี้เป็นโครงการวิจัยสร้างเครื่องต้นแบบเครื่องถอนต้นกล้ายางพารา เพื่อใช้ในกระบวนการผลิตต้นกล้ายางพารา โดยใช้เครื่องถอนต้นกล้ายางพาราร่วมกับแรงงานคน ทำการดึงถอนต้นกล้ายางขึ้นจากแปลงเพาะที่ติดตาสมบูรณ์แล้ว เพื่อนำไปทำต้นตอตาหรือทำเป็นต้นยางชำถุงสำหรับการขนย้ายไปปลูกในแปลงหลุมปลูกต้นยางต่อไป ชิ้นส่วนเครื่องถอนต้นกล้ายางพาราทำจากเหล็กกล้าไร้สนิมเกรด 304 ตัวเครื่องประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ส่วนเสาโครงเครื่อง ส่วนกลไกดึงถอนต้นกล้ายาง และส่วนปากจับลำต้นกล้าแบบกลไกเฟืองลูกเบี้ยว 2 ตัว หนีบประกบด้วยแรงดึงลวดสลิง โดยชิ้นส่วนทั้งหมดติดตั้งบนเสาโครงเครื่อง ที่ฐานเครื่องมีแผ่นฐานและแท่งโลหะปักลงพื้นดิน พร้อมติดตั้งล้อยางเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้าย กลไกดึงถอนต้นกล้ายางใช้แรงโยกกดคานด้วยกำลังแขนคนงาน มีการได้เปรียบเชิงกล 1 ต่อ 2.32 ผลการทดลองสามารถให้แรงดึงถอน 140 - 190 กิโลกรัมแรง มีระยะเลื่อนดึงถอนของปากจับและกลไกดึงถอนความยาว ประมาณ 25 เซนติเมตร ปากจับสามารถจับลำต้นกล้ายางพาราที่มี อายุต้นกล้าที่ติดตาตั้งแต่ 6 – 12 เดือน มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางลำต้นตั้งแต่ 1.0 – 1.5 เซนติเมตร มีสมรรถนะในการดึงถอนต้นกล้ายางพาราจากแปลงเพาะ ที่เป็นดินร่วนภูเขาผ่านการรดน้ำชุ่มหรือแปลงเพาะชำที่เป็นดินเหนียวชายคลองรดน้ำชุ่ม จำนวนประมาณ 180 - 200 ต้นต่อชั่วโมง |
| บรรณานุกรม | : |
สุรพล ชูสวัสดิ์ . (2549). เครื่องถอนต้นกล้ายางพารา.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. สุรพล ชูสวัสดิ์ . 2549. "เครื่องถอนต้นกล้ายางพารา".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. สุรพล ชูสวัสดิ์ . "เครื่องถอนต้นกล้ายางพารา."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2549. Print. สุรพล ชูสวัสดิ์ . เครื่องถอนต้นกล้ายางพารา. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2549.
|
