| ชื่อเรื่อง | : | ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการยอมรับของผู้ก่อสร้างต่อการก่อสร้างอาคาร โดยใช้โครงสร้างชิ้นส่วนสำเร็จรูป |
| นักวิจัย | : | ธานัท วรุณกุล |
| คำค้น | : | การก่อสร้างอาคาร , ผู้ก่อสร้าง , โครงสร้างชิ้นส่วน |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2554 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=MRG5180012 , http://research.trf.or.th/node/4888 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | เทคโนโลยีการก่อสร้างโดยใช้ชิ้นส่วนสำเร็จรูป นิยมใช้กันมากในประเทศแถบตะวันตกส่วนมากจะใช้กับ งานก่อสร้างอาคารต่างๆ หรือ งานโยธาทั่วไป เช่น สะพาน ทางด่วน เป็นต้นขึ้นกับการออกแบบการใช้งานต่างๆ ปัจจุบันเทคโนโลยีระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูปมีการพัฒนารูปแบบมากขึ้นกว่าเดิม และได้รับการยอมรับมากขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้การก่อสร้างโดยใช้โครงสร้างสำเร็จรูปยังไม่ได้รับความนิยม ส่วนใหญ่จะใช้การก่อสร้างแบบเทหล่อในที่หรือถ้าใช้ชิ้นส่วนสำเร็จรูปก็ใช้เพียงบางชิ้นเท่านั้น ในประเทศไทย การก่อสร้างยังใช้ระบบผสมเป็นส่วนใหญ่ เช่นโครงสร้างเสา คาน จะใช้ระบบคอนกรีตหล่อกับที่ แต่พื้นใช้แผ่นพื้นสำเร็จรูป หรืออาคารบางแห่งอาจใช้ระบบผนังสำเร็จรูปด้วย ขึ้นอยู่กับแนวคิดของผู้ออกแบบสถาปัตยกรรม และวิศวกรรมโครงสร้าง เป็นหลัก อย่างไรก็ตามระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูปมีโอกาสที่จะได้รัความนิยมเพิ่มมากขึ้นสำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้างทั่วไปที่ต้องการการก่อสร้างที่รวดเร็วราคาไม่แพง และสามารถควบคุมคุณภาพการก่อสร้างได้ในอดีตพบว่า งานวิจัยส่วนมากจะสนใจเพียงการเปรียบเทียบระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูปกับระบบคอนกรีตหล่อในที่ก่อสร้าง และสนใจเปรียบเทียบเฉพาะด้านเทคนิคการก่อสร้าง รายละเอียดการติดตั้ง ราคา และระยะเวลาการก่อสร้างอย่างใดอย่างหนึ่ง (จาตุรนต์ วัฒนผาสุก, 2530) แต่ไม่พบงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับ การยอมรับเทคโนโลยีการก่อสร้างระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูป และ ปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูปในการก่อสร้างอาคาร ดังนั้นงานวิจัยชิ้นนี้จะทำการศึกษาตัวกำหนดระดับการยอมรับและปัจจัยทางกายภาพที่มีผลต่อการยอมรับระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูปทั้งนี้สามารถสรุปวัตถุประสงค์ได้ดังนี้ 1 ศึกษาองค์ประกอบของปัจจัยทางกายภาพที่มีผลกระทบต่อการยอมรับของผู้ก่อสร้าง 2 ศึกษาระดับการยอมรับของผู้ก่อสร้างต่อการก่อสร้างอาคารโดยใช้ระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูป 3 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของปัจจัยทางกายภาพกับระดับการยอมรับของผู้ก่อสร้าง งานวิจัยเป็นการเก็บข้อมูลเชิงสำรวจ จะทำการสำรวจและรวบรวมข้อมูลจากผู้ก่อสร้างโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล กลุ่มข้อมูลจะทำการเก็บจาu3585 . ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้าง บริษัทที่ปรึกษาด้านการก่อสร้าง ในเมืองใหญ่ที่คาดว่ามีการก่อสร้างด้วยระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูป เช่น กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และจังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น ส่วนกลุ่มประชากรที่เก็บ ต้องเป็น กลุ่มบุคคลหรือบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการก่อสร้าง ได้แก่เจ้าของ ผู้บริหารโครงการ ผู้ออกแบบ ผู้จัดการงานก่อสร้าง ผู้รับจ้างก่อสร้างหรือผู้รับเหมา ทั้งนี้แบบสอบถามหลักจำนวนทั้งสิ้น 525 ชุด ถูกใช้เพื่อเก็บข้อมูล โดยวิธีการจัดส่งทางไปรษณีย์ไปยังบริษัท และ หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง ซึ่งได้รับการตอบกลับจำนวน 160 ชุดโดยแบบสอบถามได้แบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย คำถามข้อมูลพื้นฐาน คำถามเกี่ยวกับระดับการยอมรับ คำถามเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกใช้ระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูป ทั้งนี้แบบสอบถามใช้การกำหนดสเกลค่าน้ำหนัก 1-5การวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย การวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ตอบแบบสอบถามใช้สถิติเชิงพรรณนา นำเสนอเป็นการคำนวณค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เป็นต้น การวิเคราะห์นัยสำคัญทางสถิติของความคิดเห็นที่แตกต่างระหว่างข้อมูล ด้วยวิธีการทดสอบค่าเอฟเทส(F–test) การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ (Correlation) เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยว่ามีความสัมพันธ์กันในลักษณะเชิงบวก เชิงลบแบบสมบูรณ์ แบบไม่สมบูรณ์ หรือสัมพันธ์กันแบบกระจาย การวิเคราะห์ค่าน้ำหนักขององค์ประกอบจากค่าเฉลี่ย เพื่อหาว่าองค์ประกอบไหนที่มีค่าน้ำหนักมากน้อยเท่าไร การตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรตั้งแต่ 2 ตัวแปรขึ้นไป โดยใช้ Multiple Regression Analysis ผลการวิเคราะห์การยอมรับพบว่า พฤติกรรมของผู้ก่อสร้างจากขั้นรับรู้จนถึงขั้นการยอมรับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่จะลดลงเมื่ออยู่ในขั้นตอนการทดลองใช้ เนื่องจากผู้ก่อสร้างมีโอกาสสัมผัส ระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูปทั้งระบบน้อยมาก จะสัมผัสเพียงบางชิ้นส่วนสำเร็จรูปเท่านั้น เช่น พื้น เป็นต้น ส่วนขั้นยอมรับผู้ก่อสร้างเชื่อมั่นว่าระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูป เป็นระบบการก่อสร้างที่มี คุณภาพมาตฐาน สามารประหยัดต้นทุนแรงงานในการก่อสร้างได้ ทั้งนี้ผู้ก่อสร้างมีระดับการยอมรับระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูปที่ ค่าเฉลี่ย(Mean) = 3.58 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Std.) = 0.47 และสามารถแยกระดับการยอมรับระบชิ้นส่วนสำเร็จรูป ในระดับต่างๆ ดังนี้ ระดับขั้นรับรู้ ค่าเฉลี่ย (Mean) = 3.48, ระดับขั้นแสดงความสนใจ ค่าเฉลี่ย (Mean) = 3.54, ระดับขั้นไตร่ตรองหรือขั้นประเมินค่าเฉลี่ย (Mean) = 3.84, ระดับขั้นทดลองนำไปใช้จริง ค่าเฉลี่ย (Mean) = 3.26 และ ระดับขั้นยอมรับค่าเฉลี่ย (Mean) = 3.76การวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามอายุประมาณ 25 – 35 ปี เป็นช่วงอายุที่ มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการเลือกใช้ระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูปมากที่สุด การศึกษาระดับปริญญาตรี เป็นระดับการศึกษาหลักที่ต้องให้ความสำคัญสำหรับเพิ่มระดับการยอมรับ และเลือกใช้ระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูป ตำแหน่งและหน้าที่ของผู้ออกแบบ สถาปนิกหรือวิศวกรโครงสร้าง เป็นผู้กำหนดหลักในการเลือกใช้ระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูป สถาปนิก หรือวิศวกรโครงสร้าง ที่มีประสบการณ์ ทำงาน ประมาณ 6 – 10 ปี จะมีความเข้าใจที่เพียงพอในการเลือกใช้ระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูปให้เหมาะสมกับสิ่งก่อสร้างนั้นๆการวิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยทางกายภาพที่มีผลกระทบต่อการยอมรับระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูปพบว่า องค์ประกอบที่ 1 คุณลักษณะของนวัตกรรม เป็นตัวแปรที่มีประสิทธิภาพและส่งผลสูงที่สุด ต่อระดับการยอมรับ (t = 4.214, Sig. = .000) ซึ่งปัจจัยย่อยที่ส่งผลต่อองค์ประกอบนี้ เรียงลำดับ ความสำคัญของน้ำหนักปัจจัยจากมากไปน้อย ประกอบด้วย A7 (การปรับตัวของนวัตกรรม) A2(ด้านระยะเวลาก่อสร้าง) A8 (ความสลับซับซ้อนของนวัตกรรม) A4 (ด้านทักษะแรงงาน) A6 (ด้านการลดมลภาวะ) A5 (ด้านความปลอดภัย) A3 (ด้านการสูญเสียวัสดุก่อสร้าง) A1 (ด้านต้นทุนการก่อสร้าง) องค์ประกอบที่ 2 ช่องทางการสื่อสาร เป็นตัวแปรที่มีผลต่อการยอมรับในระดับรองลงมาซึ่งปัจจัยย่อยที่ส่งผลต่อองค์ประกอบนี้ เรียงตามลำดับ ประกอบด้วย B3 (การโฆษณา) B2 (การส่งเสริมการขาย) B4 (การประชาสัมพันธ์) B1 (การขายโดยใช้พนักงานขาย) B5 (การพูดแบบปากต่อปาก) องค์ประกอบที่ 3 การจัดการด้านการสนับสนุน เป็นตัวแปรที่ส่งผลน้อย (t = -0.437, Sig. =.663) ซึ่งปัจจัยย่อยที่ส่งผลกระทบเรียงตามลำดับคือ C1 (การอบรม) รองลงมาคือ C2 (การสนับสนุนด้านนโยบาย) องค์ประกอบที่ 4 ปัจจัยแวดล้อม เป็นตัวแปรที่มีประสิทธิภาพและส่งผลน้อย (t = 1.940, Sig. = .054) ซึ่งปัจจัยย่อยที่ส่งผลกระทบเรียงตามลำดับคือ D3 (ช่องทางเลือก) D2(การประกันคุณภาพ) D1 (มาตรฐานการผลิต) ทั้งนี้ผู้วิจัยสามารถสรุปข้u3629 .เสนอแนะแนวทางการปรับปรุงปัจจัยทางกายภาพที่มีผลกระทบต่อการยอมรับการก่อสร้างอาคารโดยใช้ระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูปได้ดังนี้ 1 ระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูปต้องออกแบบให้ใช้งานง่ายไม่สลับซับซ้อนและใช้แรงงานฝีมือน้อยที่สุด ทั้งด้านการประกอบชิ้นส่วน และ การผลิตภายในโรงงาน เมื่อเปรียบเทียบกับระบบการก่อสร้างอื่นๆ ซึ่งระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูปจะใช้เครื่องจักรเป็นหลัก ซึ่งจะมีผลต่อความปลอดภัยที่เพิ่มสูงขึ้น 2 การเลือกใช้ระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูปควรเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบและวางแผนการก่อสร้าง ว่าจะก่อสร้างด้วยระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูป หรือ เลือกใช้ชิ้นส่วนสำเร็จรูปบางชิ้นมาเป็นองค์ประกอบทางวิศวกรรมโครงสร้างและสถาปัตยกรรม เพื่อผลประโยชน์ด้านลดระยะเวลาการก่อสร้าง และ ใช้วัสดุก่อสร้างน้อยที่สุดระยะเวลาก่อสร้างเฉพาะระบบโครงสร้างอาคารควรลดลงอย่างน้อย ร้อยละ 60 3 โครงการก่อสร้างที่มีรูปแบบซ้ำๆ กัน ควรจะใช้ระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูปเป็นทางเลือกหลักโดยเฉพาะโครงสร้างอาคาร 4 ชิ้นส่วนสำเร็จรูป ต้องได้รับการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) และ รับรองประสิทธิภาพ คุณภาพจากสถาบันการศึกษาที่เชื่อถือได้ 5 ควรประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับผลิตภัณท์ ระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูป 6 รัฐบาลควรสนับสนุนด้านนโยบาย เช่น การลดภาษีนำเข้าเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตเป็นต้น 7 ข้อมูลด้านเทคนิคการก่อสร้าง ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณท์ ต้องนำเสนอจากผู้ขาย หรือผู้ผลิตโดยตรงกับผู้ออกแบบ ผู้บริหารโครงการ และ ผู้รับเหมาก่อสร้าง เพื่อส่งเสริมการใช้งานระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูป 8. การศึกษาในระดับอุดมศึกษา ควรมีการเรียนการสอนเกี่ยวกับความรู้และความเข้าใจเทคนิคการก่อสร้างและแนวทางการออกแบบด้วยระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูป ดังนั้นเมื่อผู้ออกแบบมีความรู้เบื้องต้นจากการศึกษาในระดับอุดมศึกษา เมื่อมีโอกาสได้ออกแบบงานสถาปัตยกรรมหรือวิศวกรรมโครงสร้าง ผู้ออกแบบจึงเริ่มหาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อตัดสินใจใช้ระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูปต่อไป ทั้งนี้จะเป็นการช่วยเพิ่มระดับการยอมรับให้มากขึ้นการทำวิจัยในอนาคตควรวิเคราะห์ด้านรูปแบบของรอยต่อระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูปที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหาในการก่อสร้าง และมีผลกระทบกับการออกแบบสถาปัตยกรรมอาคารน้อยที่สุดและมีต้นทุนต่ำที่สุด ทีเหมาะสมกับประเทศไทย ทั้งนี้ควรทำวิจัยร่วมกับผู้ประกอบการผลิตระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูป This research aims to investigate the factors affecting the adoption of prefabrication system of construction related to personnel. This study used Everette M. Roger's (2003) ‘The Diffusion of Innovation Theory’ as a framework for investigating the adoption of innovation. The researcher studied the development of the prefabrication system and the factors affecting its adoption. This can be classified into four factors: 1) characteristics of innovation, 2) communication channels, 3) management support; and 4) environmental factors To study the factors affecting the adoption of prefabrication system the researcher collected data by mailing 160 questionnaires to construction related personnels in different construction firms, government organizations and state enterprises. Most questionnaire respondents resided in Bangkok and its surrounding provinces, and Chiang Mai province. They were building designers, foremen, building owners, or contractors. After the questionnaires were completed, the responses were analysed using SPSS software. The research results were then presented. According to the data analysis, the architects and engineers, aged between 25-45 years old, who worked as a building designer for 6-10 years played a key role in construction direction setting, prefabrication system adoption as major or minor parts of the buildings, and building design program setting. At present, the level of prefabrication system adoption was Mean = 3.58, S.D. = 0.47. In the adoption of prefabrication system, the lowest mean was Trial (Mean = 3.26, S.D. = 0.86) and the highest mean was Evaluation (Mean = 3.84, S.D. = 0.62). This show that Pollution reduction, Construction schedule and Construction Cost were different with the reinforced concrete system, Experience with the adoption of precast concrete products (beam, column and floor) was also not popular. However, it was considered high in terms of understanding and adoption level. Thus, to accelerate the development of the prefabrication system industry, entrepreneurs must provide knowledge to, and co-operate with the architect and engineering designers. The factors affecting the adoption of prefabrication system can be ranked from the factors with the most affect to the factors with least. There are four main factors including characteristics of innovation, communication channels, management support, and environmental factors. It was revealed that skills and trainings on prefabrication systems were very important for their adoption because they would help reducing the problem of skilled labor shortages. This research suggests that the prefabrication system must be designed to be easily and rapidly installed with no leftover materials, in order to avoid impacts on the environment. The construction projects, with a number of duplicate buildings, were opportunities for the use of the prefabrication system. However, every part of the prefabrication system must be certified to Industrial Standards or ISO in order to increase the confidence level of consumers or designers. |
| บรรณานุกรม | : |
ธานัท วรุณกุล . (2554). ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการยอมรับของผู้ก่อสร้างต่อการก่อสร้างอาคาร โดยใช้โครงสร้างชิ้นส่วนสำเร็จรูป.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. ธานัท วรุณกุล . 2554. "ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการยอมรับของผู้ก่อสร้างต่อการก่อสร้างอาคาร โดยใช้โครงสร้างชิ้นส่วนสำเร็จรูป".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. ธานัท วรุณกุล . "ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการยอมรับของผู้ก่อสร้างต่อการก่อสร้างอาคาร โดยใช้โครงสร้างชิ้นส่วนสำเร็จรูป."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2554. Print. ธานัท วรุณกุล . ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการยอมรับของผู้ก่อสร้างต่อการก่อสร้างอาคาร โดยใช้โครงสร้างชิ้นส่วนสำเร็จรูป. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2554.
|
