ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การเปรียบเทียบกลไกการซึมผ่านผิวหนังของยาและกลไกการออกฤทธิ์ของสารเร่งการซึมผ่านผิวหนังในคราบงูสายพันธุ์ไทยและผิวหนังมนุษย์

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การเปรียบเทียบกลไกการซึมผ่านผิวหนังของยาและกลไกการออกฤทธิ์ของสารเร่งการซึมผ่านผิวหนังในคราบงูสายพันธุ์ไทยและผิวหนังมนุษย์
นักวิจัย : ธนะเศรษฐ์ ง้าวหิรัญพัฒน์
คำค้น : การซึมผ่าน , คราบงู , ผิวหนังมนุษย์ , สารเร่งการซึมผ่าน
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2551
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RMU4880011 , http://research.trf.or.th/node/4436
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การวิจัยนี้ได้แบ่งการทำการศึกษาเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนแรกทำการศึกษากลไกการซึมผ่านผิวหนังและเมตาบอลิสมของยาในคราบงู 3 สายพันธุ์คือ งูเห่า (Naja kaouthia) งูเหลือม (Python molurus bivistatu) และ งูหลาม (Vipera russelli) และผิวหนังมนุษย์ สำหรับการศึกษาการซึมผ่านศึกษาโดยวิธีในหลอดทดลองโดยใช้ตัวยา 16 ชนิดประกอบด้วยตัวยาที่ละลายน้ำดีจำนวน 8 ชนิด และตัวยาที่ละลายน้ำน้อยจำนวน 8 ชนิด ในกรณีการศึกษาการเมตาบอลิสมจะใช้เมธิลนิโคติเนทเป็นต้นแบบ โดยทำการเปรียบเทียบพารามิเตอร์ที่เกี่ยวกับการซึมผ่านและคุณสมบัติทางสรีรวิทยาของผิวหนังทั้งสองชนิดเช่น ปริมาณน้ำ ปริมาณไขมันและความหนา จากการทดลองพบว่า สัมประสิทธิ์การซึมผ่านผิวหนังของตัวยาละลายน้ำน้อยมีค่าไม่แตกต่างกันมากระหว่างคราบงูและผิวหนังมนุษย์ (0.9-2.0 เท่า) ในขณะที่ สัมประสิทธิ์การซึมผ่านผิวหนังของตัวยาละลายน้ำดีของคราบงูมีค่าน้อยกว่าผิวหนังมนุษย์อย่างมาก (2.9-8.5 เท่า) ปริมาณไขมันและความหนาของคราบงูและผิวหนังมนุษย์ไม่แตกต่างกัน แต่ปริมาณน้ำที่เป็นองค์ประกอบในผิวหนังของคราบงูและผิวหนังมนุษย์แตกต่างกัน เมื่อเปรียบเทียบการซึมผ่านระหว่างสายพันธุ์พบว่าคราบงูหลาม คราบงูเหลือมแตกต่างจากคราบงูสายพันธุ์งูเห่า ในกรณีการศึกษาการเมตาบอลิสมพบว่าการซึมผ่านของเมธิลนิโคติเนทผ่านคราบงูเห่า งูหลาม และงูเหลือมไม่มีความแตกต่างจากผิวหนังมนุษย์ แต่การเมตาบอลิมในคราบงูทุกสายพันธุ์มีความแตกต่างจากผิวหนังมนุษย์ นอกจากนี้เมื่อใช้งูเห่าไปใช้ในการทดสอบประสิทธิภาพการซึมผ่านผิวหนังของยามีลอกซิแคมในรูปแบบฟิล์มและนาโนไฟเบอร์พบว่า สามารถใช้เป็นเมมเบรนต้นแบบในการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ ในการวิจัยส่วนที่ 2 ได้ศึกษากลไกการออกฤทธิ์ของสารเร่งการซึมผ่านผิวหนังในคราบงูสายพันธุ์ไทย และผิวหนังมนุษย์ศึกษาโดยใช้ยาคีโตโพรเฟนเป็นต้นแบบและใช้สารเร่งการซึมผ่าน 2 ชนิดคือ limonene และ limonene oxide การศึกษาพบว่าสารเร่งการซึมผ่านทั้ง 2 ชนิดสามารถเพิ่มการซึมผ่านของยาคีโตโพรเฟนทั้งในคราบงู 3 สายพันธุ์และผิวหนังมนุษย์ โดย limonene oxide (2.6 -4.1 เท่า) มีประสิทธิภาพสูงกว่า limonene (1.5 -2.1 เท่า) และไม่มีความแตกต่างของประสิทธิภาพการเพิ่มการซึมผ่านในคราบงูและผิวหนังมนุษย์ จากการศึกษาพบว่ากลไกการเพิ่มการซึมผ่านของสารกลุ่มนี้คือ การเพิ่มการแบ่งภาคของตัวยาในผิวหนังและการสกัดชั้นไขมันบางส่วนออกจากผิวหนัง จากผลการทดสอบทั้งหมดสามารถสรุปได้ว่า สามารถนำคราบงูสายพันธุ์ไทยมาทดสอบเป็นเมมเบรนต้นแบบในการศึกษาการซึมผ่านแทนผิวหนังมนุษย์ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มยาที่ละลายน้ำน้อยได้

บรรณานุกรม :
ธนะเศรษฐ์ ง้าวหิรัญพัฒน์ . (2551). การเปรียบเทียบกลไกการซึมผ่านผิวหนังของยาและกลไกการออกฤทธิ์ของสารเร่งการซึมผ่านผิวหนังในคราบงูสายพันธุ์ไทยและผิวหนังมนุษย์.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ธนะเศรษฐ์ ง้าวหิรัญพัฒน์ . 2551. "การเปรียบเทียบกลไกการซึมผ่านผิวหนังของยาและกลไกการออกฤทธิ์ของสารเร่งการซึมผ่านผิวหนังในคราบงูสายพันธุ์ไทยและผิวหนังมนุษย์".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ธนะเศรษฐ์ ง้าวหิรัญพัฒน์ . "การเปรียบเทียบกลไกการซึมผ่านผิวหนังของยาและกลไกการออกฤทธิ์ของสารเร่งการซึมผ่านผิวหนังในคราบงูสายพันธุ์ไทยและผิวหนังมนุษย์."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2551. Print.
ธนะเศรษฐ์ ง้าวหิรัญพัฒน์ . การเปรียบเทียบกลไกการซึมผ่านผิวหนังของยาและกลไกการออกฤทธิ์ของสารเร่งการซึมผ่านผิวหนังในคราบงูสายพันธุ์ไทยและผิวหนังมนุษย์. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2551.