ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ศึกษาและพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการทำงานร่วมกันระหว่างโรงเรียนในระบบกับชุมชนเพื่อสร้างเสริมความเข้มแข็งของชุมชน : กรณีศึกษาพื้นที่ภูมิปัญญาท้องถิ่นบุรีรัมย์ในเขตการเคลื่อนไหวของโรงเรียนชุมชนอีสาน

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ศึกษาและพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการทำงานร่วมกันระหว่างโรงเรียนในระบบกับชุมชนเพื่อสร้างเสริมความเข้มแข็งของชุมชน : กรณีศึกษาพื้นที่ภูมิปัญญาท้องถิ่นบุรีรัมย์ในเขตการเคลื่อนไหวของโรงเรียนชุมชนอีสาน
นักวิจัย : จารีรัตน์ ปรกแก้ว
คำค้น : การทำงานร่วมกัน , ความเข้มแข็งของชุมชน , ภูมิปัญญาท้องถิ่นบุรีรัมย์ในเขตการเคลื่อนไหวของโรงเรียนชุมชนอีสาน , เครือข่ายการเรียนรู้ , โรงเรียนในระบบกับชุมชน
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2549
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4340012 , http://research.trf.or.th/node/3408
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

โครงการวิจัย “ ศึกษาและพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการทำงานร่วมกันระหว่างโรงเรียนในระบบกับชุมชนเพื่อสร้างเสริมความเข้มแข็งของชุมชน : กรณีศึกษาพื้นที่ภูมิปัญญาท้องถิ่นบุรีรัมย์ในเขตการเคลื่อนไหวของโรงเรียนชุมชนอีสาน “ ในระยะที่หนึ่ง ซึ่งอยู่ในขั้นประเมินสถานการณ์และศักยภาพของชุมชนและโรงเรียน มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อ ( 1 ) ศึกษาถึงปฎิสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านสภาวะพื้นฐานของชุมชน กระบวนการชุมชน และกระบวนการระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ในเชิงความเป็นมา ในเชิงความเปลี่ยนแปลง และในเชิงแนวโน้มเมื่อเกิดมีการทำงานร่วมกันระหว่างโรงเรียนในระบบกับชุมชนเพื่อสร้างเสริมความเข้มแข็งของชุมชน ในพื้นที่ภูมิปํญญาท้องถิ่นบุรีรัมย์ในเขตการเคลื่อนไหวของโรงเรียนชุมชนอีสาน และ ( 2 ) ศึกษาถึงปัจจัยที่ส่งเสริมหรือกีดขวางการทำงานร่วมกันระหว่างโรงเรียนในระบบกับชุมชนเพื่อสร้างเสริมความเข้มแข็งของชุมชน โดยมีวิธีการศึกษาตามระเบียบวิธีเชิงคุณภาพและวิธีการวิจัยอย่างมีส่วนร่วม ในพื้นที่ภูมิปัญญาท้องถิ่นบุรีรัมย์ในเขตการเคลื่อนไหวของโรงเรียนชุมชนอีสาน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสังเกตอย่างมีส่วนร่วม การพบปะสนทนาอย่างไม่เป็นทางการ การสัมภาษณ์ระดับลึก การคัดลอกข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่มีอยู่แล้วและการเสวนาแลกเปลี่ยนผลการศึกษากับผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่วิจัย ข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาได้มีวิธีตรวจสอบความถูกต้องด้วยวิธีตรวจสอบสามเส้าด้านข้อมูล ด้านผู้วิจัย ด้านทฤษฎี ด้านวิธีรวบรวมข้อมูล และด้านรายงานวิจัย ผลการศึกษาที่น่าสังเกต :- การจัดการศึกษาในระบบโรงเรียนที่ผ่านมา ซึ่งรับได้ให้โอกาสชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมโดยเฉพาะในส่วนของกรรมการการศึกษาของโรงเรียนนั้น จากการศึกษาสภาวะพื้นฐานของหมู่บ้านในเขตบริการของโรงเรียนล้วนอยู่ในกระแสหลักของภาวะการเปลี่ยนแปลงไปสู่ ความอ่อนแอของสังคมหมู่บ้านเช่นเดียวกับหมู่บ้านทั่วไปที่อยู่ภายใต้กระแสของการพัฒนาประเทศตามระบอบอุตสาหกรรมทุนนิยมที่เร่งการผลิต เร่งการบริโภค แล้วเกิดผลตามมาด้วยวัฒนธรรมยึดเงินเป็นสำคัญ ค่านิยมวัตถุนิยม ค่านิยมบริโภคนิยม ปรากฏการณ์โดยทั่วไปจึงมักพบว่า แต่ละครั้งครัวเรือนล้วนสาละวนอยู่กับการแก้วิกฤติการณ์ปัญหาในการดำรงวิถีชีวิตของตน ไม่มีกำลังใจ กำลังกาย กำลังสติปัญญาเท่าที่ควรมาร่วมจัดการศึกษากับฝ่ายโรงเรียนในระบบ การทำให้ได้พลังที่มีคุณภาพจากชุมชนมาร่วมจัดการศึกษานั้นจำเป็นต้องมีการสร้างเสริมความเข้มแข็งของชุมชน ซึ่งในเรื่องความเข้มแข็งของชุมชนของการศึกษาวิจัยครั้งนี้พบข้อสังเกตสำคัญได้แก่ 1. พบเรื่อง “ ความเข้มแข็งของชุมชน “ ปรากฏเป็นแนวคิดและการเคลื่อนไหวลงสู่วิถีปฏิบัติจริง โดยประชาคมโรงเรียนชุมชนอีสาน พร้อมทั้งปรากฏให้เห็นผลจากการปฏิบัติที่มีพัฒนาการขยายตัวเติบโตขึ้นโดยลำดับ จนกระทั่งโรงเรียนชุมชนอีสานพัฒนาเป็นประชาคมขยายในรูปของเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน และพหุภาคีภาคอีสานที่มีเป้าหมายขยายเครือข่ายให้ได้ 1 ล้านครอบครัวในอีก 17 ปีข้างหน้า หรือในปี พ.ศ. 2559 ฝ่ายโรงเรียนในระบบและฝ่ายชุมชนของหมู่บ้านในเขตบริการของโรงเรียนเป็นฝ่ายร่วมเรียนรู้กับฝ่ายโรงเรียนชุมชนอีสาน ซึ่งถ้าหากไม่มีโรงเรียนชุมชนอีสานก็ยังไม่มีฝ่ายใดคำนึงถึงเรื่องความเข้มแข็งของชุมชนมาก่อน ทั้งนี้อาจเนื่องจาก ทางฝ่ายโรงเรียนในระบบนั้น ต้องอยู่ในวังวนของการจัดการศึกษาให้ทันกับหลักสูตรแกนกลาง มุงให้ผู้เรียนสามารถเรียนต่อ หรือสามารถหางานทำที่มีเงินเดือนด้วยบริบทดังกล่าว โอกาสที่บุคลากรของโรงเรียนจะมีวิธีคิดและ โลกทัศน์ เรื่องความเข้มแข็งของชุมชน จึงมีความเป็นไปได้น้อย ทางฝ่ายชุมชนของหมู่บ้านในเขตบริการของโรงเรียน ( หรือแม้แต่ฝ่ายโรงเรียนในระบบเอง ) ก็ล้วนถูกครอบงำด้วยกระแสการพัฒนาประเทศตามระบอบอุตสาหกรรมทุนนิยมที่เร่งการผลิต เร่งการบริโภค ที่ผู้คนล้วนซึมซับอยู่กับ วัฒนธรรมของสังคมยึดเงินเป็นสำคัญ ประกอบไปด้วย ค่านิยมวัตถุนิยม บริโภคนิยม ด้วยบริบทดังกล่าว โอกาสที่คนในชุมชนจะมีวิธีคิด และโลกทัศน์เรื่องความเข้มแข็งของชุมชนจึงมีความเป็นไปได้น้อยเช่นเดียวกัน ทั้งฝ่ายโรงเรียนและฝ่ายชุมชน จึงต้องร่วมเรียนรู้ เรื่องความเข้มแข็งของชุมชนจากโรงเรียนชุมชนอีสานซึ่งเป็นฝ่ายริเริ่มและปฏิบัติได้ผลมาแล้วระดับหนึ่ง 2. การเรียนรู้ร่วม เรื่องความเข้มแข็งของชุมชน จากโรงเรียนชุมชนอีสานของทั้งฝ่ายโรงเรียนในระบบและฝ่ายชุมชนของหมู่บ้านในเขตบริการ พบว่า ยังคงอยู่ในวงจำกัดโดยฝ่ายโรงเรียนจำกัดอยู่ที่ครูแกนนำซึ่งแต่ละโรงเรียนมีครูแกนนำเพียง 1 – 2คน และฝ่ายชุมชนจำกัดอยู่ในกลุ่มครัวเรือนที่เป็นสมาชิกโรงเรียนชุมชนอีสาน แม้ว่าโรงเรียนชุมชนอีสานได้เคลื่อนไหวมาแล้วเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 7 ปี เรื่องความเข้มแข็งของชุมชนจึงไม่ใช่เรื่องของการระดมสรรพกำลัง มารับทราบนโยบายและแนวทางแล้ว ก็จะได้ผล 3. จากบทเรียนเรื่องการสร้างเสริมความเข้มแข็งของชุมชนชนบท ของโรงเรียนชุมชนอีสานนั้น พบว่า สมาชิกของโรงเรียนชุมชนอีสานเอง ก็ต้องผ่านการสรุปบทเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า การทำงานร่วมกันระหว่างโรงเรียนกับชุมชนเพื่อไปสร้างเสริมความเข้มแข็งของชุมชนจึงไม่ใช่เรื่องที่จะมากำหนดกรอบเวลาที่แน่นอนหนึ่งๆ แล้วประสบผลสำเร็จ แต่ควรจะต้องเป็นการทำงานร่วมกันแบบสอดประสานอยู่ในธรรมชาติของการดำรงวิถีชีวิตตลอดชีวิต 4. การทำงานร่วมกันระหว่างโรงเรียนในระบบกับชุมชน เพื่อไปสร้างเสริมความเข้มแข็งของชุมชน ของทั้งสามพื้นที่ ถึงแม้ว่าล้วนเรียนรู้ร่วมจากโรงเรียนชุมชนอีสานหากแต่ละพื้นที่ก็ยังคงมีจังหวะก้าวและการขับเคลื่อนของกระบวนการเรียนรู้ที่มีข้อเด่นและข้อด้อยแตกต่างกัน การจัดโอกาสให้สามพื้นที่มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกันและกันเพื่อซ่อมข้อด้อยและเสริมข้อเด่นของแต่ละพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน อาจทำได้โดยมีผู้ประสานคือ หน่วยงานภายนอก อย่างเช่น สถาบันราชภัฎ ซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่นซึ่งไม่ได้มีความเหมาะสมโดยธรรมชาติของภาระงานเท่านั้น แต่ฝ่ายราชภัฎยังได้ประโยชน์จากการประสาน มาพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของฝ่ายตนให้มีมิติของท้องถิ่นอีกด้วย การเรียนรู้ร่วมของสามพื้นที่ ยังมีในเรื่องปัจจัยส่งเสริมและกีดขวางการทำงานร่วมกันระหว่างโรงเรียนในระบบกับชุมชน ซึ่งพบว่ามีลักษณะร่วมอันเนื่องมาจากอิทธิของกระแสการพัฒนาประเทศเดียวกันที่ลงมายังท้องถิ่น ที่สามพื้นที่สามารถใช้ปัจจัยต่างๆ ร่วมกันในการพัฒนาได้ และลักษณะเฉพาะที่มาจากเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่แต่ละพื้นที่จำเป็นต้องค้นหาศักยภาพเฉพาะของตนมาสร้างสรรค์

บรรณานุกรม :
จารีรัตน์ ปรกแก้ว . (2549). ศึกษาและพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการทำงานร่วมกันระหว่างโรงเรียนในระบบกับชุมชนเพื่อสร้างเสริมความเข้มแข็งของชุมชน : กรณีศึกษาพื้นที่ภูมิปัญญาท้องถิ่นบุรีรัมย์ในเขตการเคลื่อนไหวของโรงเรียนชุมชนอีสาน.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
จารีรัตน์ ปรกแก้ว . 2549. "ศึกษาและพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการทำงานร่วมกันระหว่างโรงเรียนในระบบกับชุมชนเพื่อสร้างเสริมความเข้มแข็งของชุมชน : กรณีศึกษาพื้นที่ภูมิปัญญาท้องถิ่นบุรีรัมย์ในเขตการเคลื่อนไหวของโรงเรียนชุมชนอีสาน".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
จารีรัตน์ ปรกแก้ว . "ศึกษาและพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการทำงานร่วมกันระหว่างโรงเรียนในระบบกับชุมชนเพื่อสร้างเสริมความเข้มแข็งของชุมชน : กรณีศึกษาพื้นที่ภูมิปัญญาท้องถิ่นบุรีรัมย์ในเขตการเคลื่อนไหวของโรงเรียนชุมชนอีสาน."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2549. Print.
จารีรัตน์ ปรกแก้ว . ศึกษาและพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการทำงานร่วมกันระหว่างโรงเรียนในระบบกับชุมชนเพื่อสร้างเสริมความเข้มแข็งของชุมชน : กรณีศึกษาพื้นที่ภูมิปัญญาท้องถิ่นบุรีรัมย์ในเขตการเคลื่อนไหวของโรงเรียนชุมชนอีสาน. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2549.