| ชื่อเรื่อง | : | การวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเนื้อโค ภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย |
| นักวิจัย | : | ธานี ภาคอุทัย |
| คำค้น | : | ความสามารถการแข่งขัน , ไทย , ออสเตรเลีย , เนื้อโคคุณภาพ |
| หน่วยงาน | : | กรมปศุสัตว์ |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2552 |
| อ้างอิง | : | - |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเนื้อโค ระหว่างประเทศไทยกับ ประเทศออสเตรเลีย ภายใต้กรอบการจัดทําความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย โดยทําการศึกษาจากผู้ประกอบการค้า เนื้อโคขุนระดับปานกลาง (Qualify grade) และเนื้อโคขุนระดับสูง (Premium grade) ซึ่งทําหน้าที่บริหารจัดการธุรกิจ เนื้อโคตลอดสายโซ่การผลิต ด้วยการสํารวจข้อมูลอย่างเป็นทางการจากการสัมภาษณ์ด้วยแบบสอบถาม (face-to-face interview) และดําเนินการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์ปัจจัย (Factor analysis) ร่วมกับการวิเคราะห์ข้อมูล ทัศนคติของผู้ตอบแบบสอบถามต่อระดับความสําคัญของปัจจัยที่มีผลต่อความสําเร็จในการประกอบธุรกิจ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยภายนอกหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดมีผลกระทบต่อธุรกิจในระดับปานกลาง ในขณะที่ ปัจจัยพื้นฐานที่ทําให้ธุรกิจการผลิตโคขุนประสบความสําเร็จคือ ปัจจัยด้านเงินทุนทั้งในส่วนที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ําและการมี ระบบธนาคารสนับสนุนการเบิกจ่ายเงิน รวมทั้งการทําธุรกรรมการค้าและมีแหล่งเงินทุนที่ให้การสนับสนุนสินเชื่ออย่างพอเพียง ในขณะเดียวกันปัจจัยขั้นสูงคือ ระบบมาตรฐานการผลิตทั้งในด้านการมีระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่มีประสิทธิภาพ การมีโรงฆ่าสัตว์มาตรฐานสนับสนุนที่เพียงพอและการมีฟาร์มมาตรฐานจํานวนมากก็มีความสําคัญใน การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้วย ในส่วนของการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค การมีต้นทุนการบริการและการจําหน่ายเนื้อโคในราคาต่ํา มีแหล่งจําหน่ายโคเนื้ อกระจายอยู่อย่างทั่วถึง รวมทั้งการวางแผนการผลิตและการตลาดที่เหมาะสม จะสามารถแข่งขัน ด้านราคากับเนื้อโคจากต่างประเทศได้แต่อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการคือผู้ที่มีบทบาทสําคัญยิ่งในการบริหารจัดการสินค้า การสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า การสร้างและรักษาตราสัญลักษณ์ผลิตภัณฑ์ (Brand) ให้ตอบสนองความ ต้องการบริโภคให้มากที่สุด สําหรับการสนับสนุนจากภาครัฐ ต้องการให้มีการติดตามจับกุมผู้ลักลอบนําเข้าเนื้อโคอย่างเข้มงวดและ สม่ําเสมอ รวมทั้งการปรับปรุง/ออกกฎระเบียบที่เอื้ออํานวยต่อการค้าและการส่งออก ในขณะที่ปัจจัยการสนับสนุนด้าน สุขอนามัยเช่น การควบคุมและป้องกันโรคระบาดสัตว์การตรวจสอบความสะอาดของเนื้อ การกําหนดมาตรการความ สะอาดของโรงฆ่า การตัดแต่งและร้านจําหน่าย ก็มีความสําคัญในระดับสูง ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ยอดขายของธุรกิจมีอัตราการเติบโตอยู่ในระหว่างร้อยละ 7-10 มีการขยายปริมาณการ ผลิตเนื้อโคขุนเพิ่มมากขึ้น โดยมีการนําโคขุนเข้าฆ่าชําแหละเพิ่มมากขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 10-30 โดยภาพรวมผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยยังมีขีดความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจาก ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการปัจจัยต่าง ๆ ดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Efficiency) และ ประสิทธิผล (Productivity) ตลอดกระบวนการผลิต และผลประกอบการของธุรกิจมีอัตราการเติบโตขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับ ธุรกิจเนื้อโคขุนยังมีช่องว่างและสามารถขยายตัวอีกมาก จึงไม่กังวลต่อการแข่งขันของเนื้อโคนําเข้า ซึ่งเป็นเนื้อโคแช่แข็ง คุณภาพสูงที่เลี้ยงขุนยืนโรง (Beef cattle feedlots) แต่หากออสเตรเลียส่งออกเนื้อโคที่มีการเลี้ยงแบบในทุ่งหญ้า (pasture-fed farming) ซึ่งมีต้นทุนต่ํามาก และพัฒนาผลิตภัณฑ์ในรูปของเนื้ อแช่เย็น (Chill) ก็จะทําให้มีการแข่งขันใน ตลาดสูงขึ้น ผู้ประกอบการต้องการรับการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยขอทบทวนแผนการปรับปรุงพันธุ์โคพื้ นเมืองลูกผสม บราห์มันเพื่อยกระดับสายเลือดให้สูงขึ้นกว่าในปัจจุบัน การเสริมสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตเนื้อโคขุน รวมทั้ง การสนับสนุนประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการบริโภคอย่างต่อเนื่อง |
| บรรณานุกรม | : |
ธานี ภาคอุทัย . (2552). การวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเนื้อโค ภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย.
กรุงเทพมหานคร : กรมปศุสัตว์. ธานี ภาคอุทัย . 2552. "การวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเนื้อโค ภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย".
กรุงเทพมหานคร : กรมปศุสัตว์. ธานี ภาคอุทัย . "การวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเนื้อโค ภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย."
กรุงเทพมหานคร : กรมปศุสัตว์, 2552. Print. ธานี ภาคอุทัย . การวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเนื้อโค ภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย. กรุงเทพมหานคร : กรมปศุสัตว์; 2552.
|
