ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ผลของตัวทำละลายและอุณหภูมิที่มีต่อการเกิดสารประกอบเชิงซ้อนระหว่างแอลฟาแมงโกสตินและเบต้าไซโคลเด็กซ์ทริน

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ผลของตัวทำละลายและอุณหภูมิที่มีต่อการเกิดสารประกอบเชิงซ้อนระหว่างแอลฟาแมงโกสตินและเบต้าไซโคลเด็กซ์ทริน
นักวิจัย : พิชญ์ธิดา จิตตมาโร
คำค้น : -
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : อภินันท์ สุทธิธารธวัช , อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะวิศวกรรมศาสตร์
ปีพิมพ์ : 2558
อ้างอิง : http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/50218
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (วศ.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2558

แอลฟาแมงโกสตินเป็นสารที่มีประโยชน์หลายด้าน ทั้งการต้านอนุมูลอิสระ การลดการอักเสบ และการต้านเชื้อแบคทีเรีย ด้วยเหตุนี้สารแอลฟาแมงโกสตินจึงเป็นประโยชน์ในการนำมาพัฒนาทางด้านยาในอนาคต โดยงานวิจัยนี้จะนำสารแอลฟาแมงโกสตินมาเกิดสารประกอบเชิงซ้อนกับเบต้าไซโคลเด็กซ์ทรินเพื่อเพิ่มความสามารถในการละลายและรักษาความเสถียรภาพของสาร อย่างไรก็ตามการเกิดสารประกอบเชิงซ้อนระหว่างแอลฟาแมงโกสตินและเบต้าไซโคลเด็กซ์ทรินเกิดได้ยาก เนื่องจากแอลฟาแมงโกสตินมีคุณสมบัติเป็นของแข็งที่อุณหภูมิห้องและมีค่าการละลายน้ำต่ำ ในงานวิจัยนี้ได้ใช้การจำลองโมเลกุลเชิงพลวัตเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการเกิดสารประกอบเชิงซ้อน พบว่าสามารถการเกิดสารประกอบเชิงซ้อนระหว่างแอลฟาแมงโกสตินและเบต้าไซโคลเด็กซ์ทรินได้ จากนั้นจึงได้ศึกษาผลของเวลา ตัวทำละลายและอุณหภูมิที่มีต่อการเกิดสารประกอบเชิงซ้อน ผลการทดลองพบว่าอัตราส่วนของเบต้าไซโคลเด็กซ์ทรินต่อแอลฟาแมงโกสตินในการเกิดสารประกอบเชิงซ้อนแบบไบนารีเป็น 1:1 โดยสารประกอบเชิงซ้อนในน้ำพบแบบไบนารี ในขณะที่สารประกอบเชิงซ้อนในสารละลายแอลกอฮอล์พบทั้งแบบไบนารีและเทอร์นารี ซึ่งในการวิเคราะห์หาปริมาณสารประกอบเชิงซ้อนทั้งสองแบบต้องใช้สมการทางคณิตศาสตร์ จากผลการทดลองพบว่าเวลาที่เกิดภาวะสมดุลของการเกิดสารประกอบเชิงซ้อนคือ 48 ชั่วโมง และอุณหภูมิในการเกิดสารประกอบเชิงซ้อนที่เหมาะสมในสารละลายเอทานอล คือ 45 องศาเซลเซียส จากการศึกษายังพบอีกว่าการเติมเบต้าไซโคลเด็กซ์ทรินส่งผลต่อการเกิดสารประกอบเชิงซ้อนในปริมาณที่มากขึ้น และการเติมแอลกอฮอล์ส่งผลให้การเกิดสารประกอบเชิงซ้อนแบบไบนารีลดลง ในขณะที่การเกิดสารประกอบเชิงซ้อนแบบเทอร์นารีเพิ่มขึ้นตามการเติมแอลกอฮอล์ โดยที่ความเข้มข้นของแอลกอฮอล์สูงกว่า 10% สารละลายโพรพานอลและไอโซโพรพานอลสามารถเกิดสารประกอบเชิงซ้อนแบบเทอร์นารีได้ดีกว่า แตกต่างกับสารละลายเมทานอลและเอทานอลที่สามารถเกิดสารประกอบเชิงซ้อนแบบไบนารีได้ดีกว่าโพรพานอลและไอโซโพรพานอล

บรรณานุกรม :
พิชญ์ธิดา จิตตมาโร . (2558). ผลของตัวทำละลายและอุณหภูมิที่มีต่อการเกิดสารประกอบเชิงซ้อนระหว่างแอลฟาแมงโกสตินและเบต้าไซโคลเด็กซ์ทริน.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พิชญ์ธิดา จิตตมาโร . 2558. "ผลของตัวทำละลายและอุณหภูมิที่มีต่อการเกิดสารประกอบเชิงซ้อนระหว่างแอลฟาแมงโกสตินและเบต้าไซโคลเด็กซ์ทริน".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พิชญ์ธิดา จิตตมาโร . "ผลของตัวทำละลายและอุณหภูมิที่มีต่อการเกิดสารประกอบเชิงซ้อนระหว่างแอลฟาแมงโกสตินและเบต้าไซโคลเด็กซ์ทริน."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2558. Print.
พิชญ์ธิดา จิตตมาโร . ผลของตัวทำละลายและอุณหภูมิที่มีต่อการเกิดสารประกอบเชิงซ้อนระหว่างแอลฟาแมงโกสตินและเบต้าไซโคลเด็กซ์ทริน. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2558.