ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาโจทย์สมการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างกลุ่มที่มีความเชื่อในอัตลิขิตและปรลิขิต

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาโจทย์สมการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างกลุ่มที่มีความเชื่อในอัตลิขิตและปรลิขิต
นักวิจัย : วารี สีผึ้ง
คำค้น : การแก้โจทย์สมการ , ความสามารถทางคณิตศาสตร์ , คณิตศาสตร์ -- โจทย์และแบบฝึกหัด
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : สุวัฒนา อุทัยรัตน์ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย
ปีพิมพ์ : 2534
อ้างอิง : 9745789488 , http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/48640
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (ค.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2534

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสามารถในแก้ปัญหาโจทย์สมการในแต่ละขั้นตอนและเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาโจทย์สมการของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 434 คน ปีการศึกษา 2533 สังกัดกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพมหานคร โดยสุ่มตัวอย่างประชากรแบบแบ่งชั้นหลายขั้นตอน จำแนกตัวอย่างประชากรเป็น 2 กลุ่มคือ นักเรียนที่มีความเชื่อในอัตลิขิต จำนวน 252 คน และนักเรียนที่มีความเชื่อในปรลิขิต จำนวน 182 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ชุดคือ แบบวัดลักษณะความเชื่อในอัตลิขิต-ปรลิขิต ซึ่งผู้วิจัยดัดแปลงจาก The Intellectual Achievement Responsibility Questionnaire (IAR) ของแครนดอลล์และคณะ มีค่าความเที่ยง 0.85 และแบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาโจทย์สมการ 4 ขั้นตอนคือ การทำความเข้าใจโจทย์ การใช้ตัวแปรแทนจำนวนที่ไม่ทราบค่า การสร้างสมการและการแก้สมการ เพื่อหาคำตอบที่ถูกต้องจากโจทย์ เป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง มีความเที่ยง 0.76 จากนั้นนำแบบสอบถามและแบบทดสอบไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างประชากร แล้วนำผลที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าร้อยละของคะแนนความสามารถในการแก้ปัญหาโจทย์สมการของนักเรียนกลุ่มที่มีความเชื่อในอัตลิขิตและปรลิขิตในแต่ละขั้นตอน และนำคะแนนจากแบบทดสอบวัดความสามรถในการแก้ปัญหาโจทย์สมการของนักเรียนกลุ่มที่มีความเชื่อในอัตลิขิตและ ปรลิขิตมาเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย โดยใช้การทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. นักเรียนที่มีความเชื่อในอัตลิขิตมีความสามารถในการแก้ปัญหาโจทย์สมการสูงกว่านักเรียนที่มีความเชื่อในปรลิขิตในทุกขั้น และนักเรียนทั้ง 2 กลุ่มมีความสามรถในการทำความเข้าใจโจทย์การสร้างสมการ การแก้สมการเพื่อหาคำตอบที่ถูกต้องจากโจทย์ และการใช้ตัวแปรแทนจำนวนที่ไม่ทราบค่าตามลำดับ 2. นักเรียนที่มีความเชื่อในอัตลิขิตและปรลิขิตมีความสามารถในการแก้ปัญหาโจทย์สมการไม่แตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญ 0.05

บรรณานุกรม :
วารี สีผึ้ง . (2534). การเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาโจทย์สมการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างกลุ่มที่มีความเชื่อในอัตลิขิตและปรลิขิต.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
วารี สีผึ้ง . 2534. "การเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาโจทย์สมการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างกลุ่มที่มีความเชื่อในอัตลิขิตและปรลิขิต".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
วารี สีผึ้ง . "การเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาโจทย์สมการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างกลุ่มที่มีความเชื่อในอัตลิขิตและปรลิขิต."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2534. Print.
วารี สีผึ้ง . การเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาโจทย์สมการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างกลุ่มที่มีความเชื่อในอัตลิขิตและปรลิขิต. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2534.