| ชื่อเรื่อง | : | การเปรียบเทียบความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย กับความผิดฐานฉ้อโกง |
| นักวิจัย | : | สุรวงศ์ วรรณปักษ์ |
| คำค้น | : | ลักทรัพย์ -- กฎหมายและระเบียบข้อบังคับ , ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ , ความผิดฐานฉ้อโกง , กฎหมายอาญา , Larceny -- Law and legislation , Offenses against property , Fraud , Criminal law |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย , ชาญวิทย์ ยอดมณี |
| ปีพิมพ์ | : | 2536 |
| อ้างอิง | : | 9745831697 , http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/47356 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (น.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2536 จากการศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้กลอุบายกับความผิดฐานฉ้อโกงในประเทศต่าง ๆ พบว่าความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้กลอุบายก็พัฒนามาจากความผิดฐานลักทรัพย์นั่นเอง เพียงแต่มีการใช้อุบายหลอกลวงเข้ามาประกอบเพื่อสามารถทำให้ความผิดฐานลักทรัพย์ที่ดำเนินการมาเป็นชั้น ๆ ประสบความสำเร็จ ในขณะที่การหลอกลวงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในความผิดฐานฉ้อโกง หากขาดองค์ประกอบข้อนี้ก็ไม่สามารถจะลงโทษในความผิดฐานฉ้อโกงได้เลย ในกลุ่มประเทศที่ใช้กฎหมายในระบบคอมมอนลอว์นั้นได้กำหนดความผิดอาญาฐานลักทรัพย์โดยใช้กลอุบายไว้ เนื่องจากเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นภัยอันตรายต่อทรัพย์สินส่วนบุคคลและต่อสังคมส่วนรวมด้วย ส่วนในกลุ่มประเทศที่ใช้กฎหมายระบบประมวลส่วนมากได้บัญญัติความผิดฐานฉ้อโกงไว้โดยใช้ถ้อยคำกลางๆ ว่า หลอกลวง และความผิดฐานลักทรัพย์ก็บัญญัติไว้ด้วย แต่มิได้บัญญัติความผิดฐานลักทรัพย์โดย ใช้กลอุบายไว้ เนื่องจากได้มีการยึดหลักคุณธรรมทางกฎหมายอย่างเคร่งครัดนั้นเอง สำหรับกฎหมายอาญาของไทย ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มประเทศใช้กฎหมายระบบประมวล ถึงแม้ในกฎหมายไทยจะไม่ได้บัญญัติความผิดในฐานลักทรัพย์โดยใช้กลอุบายไว้ก็ตาม แต่ก็มีแนววินิจฉัยของศาล ตามแนวของศาลในระบบคอมมอนลอว์อยู่ตลอดมา ซึ่งนักกฎหมายได้พยายามค้นหาหลักฐานที่จะใช้มาเป็นแนวทางในการแบ่งแยกความผิดของทั้งสองฐานนี้ โดยได้พิจารณาในเรื่องกรรมสิทธิ์ สิทธิครอบครองในทรัพย์นั้นว่าผู้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์มีเจตนาโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองหรือไม่ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ค้นพบว่า แนววินิจฉัยของศาลเกี่ยวกับความผิดทั้งสองฐานนี้เกิดความสับสนตลอดมา ทั้งๆ ที่หลักที่ใช้ในการแยกความแตกต่างควรจะยุติแล้ว ซึ่งอาจจะเป็นผลมาจากการที่กฎหมายไทยได้รับอิทธิพลมาจากกฎหมายในระบบคอมมอนลอว์ หรือศาลได้ไปพิจารณาในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญแห่งองค์ประกอบความผิดหรือสิ่งที่กฎหมายอาญาฐานนี้มุ่งจะคุ้มครอง หรืออาจจะเป็นเพราะถ้อยคำในตัวบทกฎหมายมีข้อความที่ไม่สามารถครอบคลุมถึงการกระทำในลักษณะนี้ ดังนั้น จึงสมควรจะมีการบัญญัติกฎหมายให้มีเนื้อหาครอบคลุมถึงการหลอกเอาการยึดถือทรัพย์ว่าควรจะเป็นเพียงความผิดฐานฉ้อโกงไม่ใช่ลักทรัพย์ โดยมีการเพิ่มข้อความให้ชัดเจนขึ้น หรือมีการเปลี่ยนแปลงข้อความในความผิดฐานลักทรัพย์ให้มีลักษณะที่แสดงให้เห็นถึงการกระทำที่เป็นการแย่งการครอบครองอย่างชัดเจนขึ้น |
| บรรณานุกรม | : |
สุรวงศ์ วรรณปักษ์ . (2536). การเปรียบเทียบความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย กับความผิดฐานฉ้อโกง.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สุรวงศ์ วรรณปักษ์ . 2536. "การเปรียบเทียบความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย กับความผิดฐานฉ้อโกง".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สุรวงศ์ วรรณปักษ์ . "การเปรียบเทียบความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย กับความผิดฐานฉ้อโกง."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2536. Print. สุรวงศ์ วรรณปักษ์ . การเปรียบเทียบความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย กับความผิดฐานฉ้อโกง. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2536.
|
