โรคกระดุกพรุน มหันตภัยอันดับ 2
โรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis)
เป็นโรคที่เร่งให้เกิดความเสี่ยงที่กระดูกจะหักได้ง่ายสืบเนื่องมาจากความหนาแน่นของมวลกระดูกที่ลดลงจึงทำให้กระดูกเปราะ มักพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ
และผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน การมีกระดูกที่แข็งแรงเป็นสิ่งสำคัญต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีตลอดชีวิต นอกจากนี้ งานวิจัยล่าสุดยังแสดงให้เห็นว่า
“ความเสื่อมตามวัยของผิวหนัง” มีความเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับ “ความเสื่อมตามวัยของกระดูก”
-----------------------------------------------------
โรคกระดูกพรุนคืออะไร?
-โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) คือภาวะที่ “กระดูกมีรูพรุน” ซึ่งเป็นสภาพที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อแก่ตัวลง สภาพอาการจะเกี่ยวข้องกับการที่ความหนาแน่น
ของแร่ธาตุในกระดูกลดลง โครงสร้างที่เคยแข็งแรงของกระดูกจึงถูกทำลายและเกิดความเปลี่ยนแปลงกับองค์ประกอบที่ก่อให้เกิดโครงสร้างเมทริกซ์ ในคนหนุ่มสาว
ปกติทั่วไปที่มีสุขภาพแข็งแรง การสลายและสร้างมวลกระดูกจะเกิดขึ้นในระดับที่สมดุลย์เพื่อคงสภาพที่สมบูรณ์ของโครงสร้างกระดูก โรคกระดูกพรุนจะเกิดขึ้น
ก็ต่อเมื่ออัตราการสลายมวลกระดูกเร็วกว่าอัตราการสร้างมวลกระดูก
-----------------------------------------------------
โรคกระดูกพรุนแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ
-ปฐมภูมิประเภทที่ 1,
-ปฐมภูมิประเภทที่ 2
-ทุติยภูมิ
-----------------------------------------------------
โรคกระดูกพรุนปฐมภูมิประเภทที่ 1 จะส่งผลกระทบผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน
-----------------------------------------------------
โรคกระดูกพรุนปฐมภูมิประเภทที่ 2 จะส่งผลกระทบกับทั้งผู้หญิงและผู้ชายเนื่องจากอายุที่มากขึ้นโดยตรง
-----------------------------------------------------
ส่วนโรคกระดูกพรุนทุติยภูมิจะแตกต่างออกไปเนื่องจากสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย ส่งผลกระทบทั้งผู้หญิงและผู้ชายเท่าๆ กันและมีสาเหตุมาจากโรคภัยไข้เจ็บ
ความโน้มเอียงรับโรคทางการแพทย์ หรือการใช้ยา เช่น สเตอรอยด์ เป็นระยะเวลานาน
-----------------------------------------------------
สำหรับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน การสูญเสียฮอร์โมนเอสโตรเจนจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อความสมบูรณ์ของโครงสร้างกระดูกเนื่องจากเอสโตรเจนมีบทบาทสำคัญ
ในการปรับสมดุลย์ระหว่างการสลายและสร้างมวลกระดูก การขาดแคลนแคลเซียมและวิตามินดีจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงอย่างมีนัยสำคัญและชักนำไปสู่การเป็น
โรคกระดูกพรุนในอัตราก้าวหน้า คำแนะนำทั่วไปสำหรับผู้หญิงวัย 55 ปีขึ้นไป คือ ควรบริโภคแคลเซียมอย่างน้อย 1500 มิลลิกรัมต่อวันร่วมกับวิตามินดี 600 ถึง 800IU
อย่างไรก็ตาม แคลเซียมบางส่วนอาจได้มาจากอาหาร และวิตามินดีก็อาจได้มาจากให้ผิวหนังได้รับแสงแดด อาหารเสริมจะจำเป็นก็ต่อเมื่อร่างกายได้รับแคลเซียมไม่
เพียงพอและอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ค่อยมีแดด
-----------------------------------------------------
โรคกระดูกพรุนประเภทที่ 2 เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติทั้งในผู้ชายและผู้หญิงที่มีอายุเกิน 60 ปีอันเนื่องมาจากเซลล์สร้างกระดูก (Osteoblastic cell) ทำงานลดลง
ส่วนปัจจัยความเสี่ยงอื่นๆ ที่จะทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนอันเนื่องมาจากความแก่ชรา ได้แก่ เชื้อชาติ น้ำหนักตัว วิถีการใช้ชีวิต โครงสร้างร่างกาย และเพศ การสูบบุหรี่จัดและ
การบริโภคแอลกอฮอลมากเกินไปก็มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้คนที่มีส่วนสูงไม่มากอย่างเช่นคนเอเชียก็มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคกระดูกพรุนได้พอๆ กับคนอ้วนที่
ชอบนั่งเฉยๆ อยู่กับที่
-----------------------------------------------------
การลดผลกระทบที่เกิดจากโรคกระดูกพรุน
ในขณะที่ความแก่ชราเป็นเหตุปัจจัยหลักของโรคกระดูกพรุน การตระหนักรู้ถึงวิธีที่จะลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับอาการที่จะตามมาย่อมเป็นประโยชน์ อันตรายหลักๆ ของโรค
กระดูกพรุนก็คือกระดูกหักจากการหกล้ม โดยส่วนมากที่พบบ่อยคือกระดูกสันหลังหัก อย่างไรก็ตาม กระดูกสะโพกหักก็พบได้บ่อยเช่นกัน มีการประเมินว่า 24% ของอาการกระดูก
สะโพกหักที่เกิดจากการหกล้มในประเทศสหรัฐอเมริกาส่งผลถึงขั้นเสียชีวิต
-----------------------------------------------------
โชคดีที่ยังมีความเป็นไปได้ในการลดผลกระทบของโรคกระดูกพรุนโดยการปรับเปลี่ยนแนวทางการใช้ชีวิตและการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ การออกกำลังกายที่มีการรับ
น้ำหนักเป็นประจำ เช่น การเดินและการเล่นกีฬาแบบเบาๆ เช่น การว่ายน้ำ เทนนิส หรือการตีกอล์ฟล้วนเป็นประโยชน์ต่อการกระตุ้นให้เกิดการสร้างกระดูกใหม่ สิ่งที่ต้องการเน้นในที่นี้คือ
“การทำเป็นประจำ” ซึ่งในแต่ละครั้งไม่จำเป็นต้องใช้เวลานาน การเดิน 30 นาทีแต่ทำ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ย่อมได้ประโยชน์มากกว่าการเดินครั้งเดียว 90 นาทีต่อสัปดาห์
-----------------------------------------------------
นอกจากนี้ อาหารการกินที่ดีต่อสุขภาพควรประกอบด้วยผักใบเขียวและเนื้อปลาอย่างได้สมดุลย์ ไม่ควรมีเนื้อมากเกินไป อาหารเหล่านี้จะให้แคลเซียมในรูปแบบที่ดูดซืมได้ง่ายพร้อม
กับโปรตีนและกรดไขมันโอเมก้า 3 เพื่อช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบหลอดเลือดหัวใจ การใช้น้ำมันปรุงอาหารแทนการใช้ไขมันสัตว์จะเป็นประโยชน์ในแง่การเสริมแคลเซียมและ
วิตามินดีร่วมกับการรับแสงแดดอย่างพอสมควรเป็นประจำ หากทำได้จะช่วยส่งเสริมการสร้างมวลกระดูก นอกจากนี้การจำกัดแต่ไม่จำเป็นต้องเลิกการบริโภคแอลกอฮอลและเครื่องดื่ม
ที่มีคาเฟอีนสูงก็จะเป็นประโยชน์ในการคงรักษาน้ำหนักตัวที่ดีต่อสุขภาพ
-----------------------------------------------------
การใช้ยาก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการช่วยลดความเสื่อมถอยของโครงสร้างกระดูกในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน ยาบิสฟอสโฟเนตเป็นยาชนิดไม่มีฮอร์โมนที่สามารถเพิ่มความหนาแน่นของ
มวลกระดูกได้โดยลดอัตราการสูญเสียมวลกระดูกลง ผลจากการใช้ยาแสดงให้เห็นว่าอัตรากระดูกหักในผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนลดลง แต่อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยของยาตัว
นี้คืออาการคลื่นไส้ และ อาหารไม่ย่อย ซึ่งเป็นข้อจำกัดของการใช้ยาตัวนี้ในคนบางกลุ่ม อีกแนวทางหนึ่งคือการบำบัดด้วยการให้ฮอร์โมนทดแทน (HRT) ซึ่งรวมถึงการให้ยาฮอร์โมน
เอสโตนเจน HRT ผลจากการใช้ยาแสดงให้เห็นว่าสามารถลดการสูญเสียมวลกระดูกและอาจเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูกได้แต่งานวิจัยล่าสุดได้ชี้บ่งว่ามีความเสี่ยงหากใช้ HRT
เป็นเวลานาน
นอกจากนี้ยังมีตัวยาที่เรียกว่า Selective Oestrogen Receptor Modulators (SERMs) สามารถนำมาใช้เพื่อป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุนได้ ตัวยาจะทำงานโดยการเลียนแบบ
ผลของเอสโตรเจนและเป็นตัวยาที่นำมาใช้ทดแทนสำหรับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ไม่สามารถต้านฤทธิ์ฮอร์โมนเอสโตรเจนได้
-----------------------------------------------
ขอบคุณที่มาข้อมูล
http://www.heimat-ltd.com/
