cloud computing
IT

เข้าสู่โลกของ Cloud Computing?
Cloud Computingเป็นเหมือนจินตนาการหนึ่งของโลก IT เริ่มตั้งแต่ผู้ผลิตซอฟต์แวร์อิสระ (ISV), บริษัทที่กำลังพึ่งเริ่มต้น หรือบริษัทขนาดใหญ่
ที่ต้องการลดค่าใช้จ่าย ดูเหมือนว่าจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นของผู้ที่สนใจ เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ทางด้าน ITโดยใช้วิธีการของ Cloud Computing
สิ่งที่น่าแปลกอย่างหนึ่ง คือ ถ้าจะถามถึงคำอธิบายที่ชัดเจนของ Cloud Computing คงหาได้ยาก เพราะถ้าคุณลองไปถามคน 100 คน อาจจะได้
คำตอบมา 150 คำตอบ (ผมเชื่อว่า บางคนต้องพยายามตอบสองครั้ง) ในบทความนี้ ผมจะอธิบายถึงคำอธิบายทั่วไป ที่คุณสามารถตอบได้ชัดเจนมากขึ้น
The Cloud หรือ Internet(ถ้าคุณจะหมายความว่าอย่างนั้นก็ยังได้) ซึ่งมีมานานกว่า 25 ปี ที่ผ่านมา ถ้างั้น Cloud ก็มีมาตั้งนานแล้วใช่ไหม?มีหลักฐาน
หนึ่งที่ยืนยัน ว่า Server แรกบน Internet มีอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล สำหรับข้อมูลและแอพพลิเคชั่น ที่มาการแชร์ใช้ร่วมกันทั่วโลก อาจจะเป็นเรื่องง่ายในการใช้งาน
Cloud Computing จากที่ใดก็ได้ โดยปราศจากข้อจำกัดต่างๆ ในปัจจุบัน ความชัดเจนเริ่มมีมากขึ้นในการให้บริการทางด้านข้อมูล ,แอพพลิเคชั่น และการคอมพิวติ้งมากขึ้น
ซึ่งทำให้ข้อจำกัดต่างๆได้หายไป เพราะเริ่มจะเห็นถึงความแตกต่างกันมากขึ้น...จริงหรือ?
ความแตกต่างที่เห็นเด่นชัด นั่นก็คือเราใช้เทคโนโลยีที่ใหม่ แต่ยืนบนพื้นฐานของคอนเซปต์เดิม Cloud Computing เป็นเหมือนการพัฒนา มากกว่าการปฏิวัติ
ด้วยราคาที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ซึ่งคุณจ่ายเท่าที่ใช้เป็นพอ (Utility Model)
What Makes Up the Cloud?
หลังจากที่คุณสามารถระบุถึงคุณสมบัติ Application ที่สำคัญของคุณแล้ว คุณสามารถที่จะเริ่มฝึกการใช้งาน Cloud ได้ทันที (ในการใช้งานกับผู้ให้บริการ Cloud)
แอดทริบิวต์ของ Cloud แบ่งออกได้เป็นหลากหลายประเภทขึ้นกับกระบวนการดำเนินงานของคุณ ผมได้ยกตัวอย่างการแบ่งประเภท เป็นดังนี้
Cloud Infrastructure
โดยทั่วไปคือ โครงสร้างพื้นฐานหรือเวอร์ชวลเซิร์ฟเวอร์ (Virtual Server) บน Cloud ของผู้ให้บริการ โดยที่โครงสร้างพื้นฐานนี้จะมอบขุมพลังสำหรับการประมวลผลและ
Application ที่มีขนาดใหญ่ สำหรับ Application ที่มีขนาดใหญ่ลองนึกถึง Facebook หรือ MySpace หากนึกถึงการประมวลที่มีขนาดใหญ่ให้ถึงเครื่องคลัสเตอร์ที่
High-Performance ไว้สำหรับในการคิดคำนวณเชิงวิศวกรรมยากๆ เช่น ในอุตสาหกรรมยานยนต์ หรือ อากาศยาน เป็นต้น
แกนหลักของโครงสร้าง Cloud คือ เวอร์ชวลไลเซชั่น (Virtualization) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เวอร์ชวลเซิร์ฟเวอร์ในดาต้าเซนเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ จำเป็นต้องมีการลงทุน
และการบำรุงรักษาที่สูงในส่วนของฮาร์ดแวร์ แต่ก็มีข้อดีคือเป็นการใช้ทรัพยากรร่วมกัน แพลตฟอร์มเวอร์ชวลไลเซชั่น สามารถแบ่งเป็น Full-Virtualization กับ Para-Virtualization
สามารถศึกษารายละเอียดได้ในตอนที่ 4
Cloud Storage
เป็นการบันทึกข้อมูลแล้วเก็บไว้ภายในเมฆ ซึ่งรวมถึงการให้บริการที่รวมถึงฟังก์ชั่นที่เกี่ยวกับการจัดการฐานข้อมูล เช่น การจัดเก็บไฟล์ดิจิตอลมีเดีย, การให้บริการซิงโครไนซ์ของข้อมูล
หรือ Network Attached Storage(NAS) โดยที่การให้บริการด้านข้อมูลจะเป็นการจ่ายเท่ากับที่คุณใช้งาน (pay-as-you-go) ซึ่งในปัจจุบันเป็นการจ่ายแบบ pay-per-GB
ทั้งข้อมูลที่จัดเก็บและข้อมูลที่มีการถ่ายโอน
Cloud Storage มีประโยชน์มากมาย เช่น คุณสามารถจัดเก็บข้อมูลและเรียกใช้ข้อมูลได้เป็นจำนวนมากจากทุกๆที่ และทุกๆเวลา การให้บริการ Data Storage ทั้งเร็วและมีราคาไม่แพง
อีกทั้งยังมีขนาดไม่จำกัด อย่างไรก็ตามความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะการให้บริการที่ดีเยี่ยมอาจจะมีการผิดพลาดเกิดขึ้นได้ การให้ความช่วยเหลือจึงเป็นประเด็นที่สำคัญในการใช้งาน
ระบบ Data Storage ปัญหาที่สำคัญคือจะต้องสามารถระบุที่จัดเก็บข้อมูลขององค์กรที่ใช้บริการได้
Cloud Platform
จริงๆ แล้ว คือ ความสามารถในการสร้าง, ทดสอบ, ดีพลอย์, รัน และจัดการ Application บน CloudPlatform เป็นทางเลือกอีกประเภทหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น ช่วยให้คุณสามารถทำงานเฉพาะบนโลก
Online อย่างเดียว, Offline อย่างเดียว หรือทั้งสอง ขณะที่เครื่องมือในการทดสอบ Application อาจจะต้องขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง
กฏทั่วไปของ Cloud Platform คือ ค่าใช้จ่ายที่ต่ำ, Highly-Scalable ทั้งโฮสติ้งและสภาพแวดล้อมในการพัฒนาบนเว็บเบส และมีความเป็นไปได้ที่ Cloud Platform จะเป็นอีกก้าวหนึ่งของการทำ
Web Hosting ที่มีความ Scalability และ Availability มากกว่าโฮสติ้งที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งอาจจะเป็นข้อดีและข้อเสียในทางเทคเทคโนโลยีได้ ซึ่งข้อเสียก็คือ หากมีการพัฒนาบน Cloud
ของที่ใดที่หนึ่ง หากจะทำงานย้ายข้ามผู้ให้บริการอาจจะเป็นการยากมากกว่าการใช้โฮสติ้งแบบปัจจุบัน
Cloud Application
สามารถใช้งานบางส่วนหรือทั้งหมดบน Cloud ได้ หรือแม้กระทั่งอิมพลีเมนต์ฟังก์ชั่นหลักบน Cloud ก็เป็นได้ สถาปัตยกรรมของ Cloud Application จะแตกต่างจาก Application เดิมๆ
เช่น การอิมพลีเมนต์ Cloud Application อาจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการคิดที่แตกต่างจากเดิมออกไป
Cloud Application จะกำจัดการ Install และ Run เหมือน Application ทั่วๆไป อีกทั้งยังช่วยลดในการบำรุงรักษาซอฟต์แวร์, ดีพลอย์เมนต์, การจัดการ และการช่วยเหลือ ซึ่งจากที่ได้กล่าวข้างต้น
เป็นคุณสมบัติของ Software-as a Service (SaaS)
ทางเลือกนี้ใช้โมเดลแบบ Software + Services เป็นการผสมผสานระหว่างการพัฒนา Application แบบเดิมและการอิมพลีเมนต์แบบ SaaSโดยที่ Application แบบ S+S จะเป็นการสร้าง
Application แบบ Rich-Client Application ซึ่งจะเป็นต้องมีการติดตั้งลงบนเครื่องของผู้ใช้งาน ที่จะเป็นอินเตอร์เฟสให้เชื่อมต่อสู่การให้บริการภายนอก S+S สามารถที่จะทำการโต้ตอบ
Application แบบ Offline ก็ได้ หรือทำการ Sync ข้อมูลในภายหลังเหมือนมีความต้องการที่จะเชื่อมต่อก็สามารถทำได้
Core Cloud Services
เป็นการให้บริการเพื่อสนับสนุน Cloud-Based Solution เช่น Identity Management (ระบบการจัดการตัวตน),Service-to-Service Integration, Mapping, ระบบ Billing/Payment,
Search, Messaging, Business Process Management, Workflow และอื่นๆ Core Cloud Services สามารถที่จะทำงานเพียงลำพัง หรือทำงานผ่านการทำงานร่วมกันแบบระบบต่อระบบ
------------------------------------------------------------------------------
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีจะยังคงพัฒนาและสร้างสรรค์ความสะดวกให้กับเราได้อย่างต่อเนื่อง และจะยังคงพัฒนาต่อไป สำหรับการใช้งาน Cloud Computing นี้
จะเป็นประโยชน์มากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของเรานะครับ
------------------------------------------------------------------------------
ขอบคุณที่มาข้อมูล สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ http://www.microsoft.com/thailand/technet/cloud1.aspx
