ISO 50001 มาตรฐานอีกก้าวแห่งอนาคต
Iso 50001

วิกฤติพลังงานเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญเนื่องจากต้นทุนพลังงานปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้นและมีแนวโน้มที่พลังงานจะหมดลง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีระบบการจัดการพลังงาน
ที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้ควบคุมการใช้พลังงานในองค์กรเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งที่ผ่านมาโดยส่วนใหญ่แล้วองค์กรจะให้ความสำคัญกับการจัดการต้นทุนด้านอื่นมากกว่า เช่น วัตถุดิบ ยอดขาย
แต่เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้นทำให้องค์กรต่างๆ หันมาพัฒนาควบคุมการใช้พลังงานในองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
จากปัจจัยดังกล่าวทำให้องค์กรระหว่างประเทศหลายๆ องค์กรที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและพลังงานต่างหามาตรการแล้วกำหนดขึ้นมารองรับกับภาวะโลกที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างเช่น
องค์กรระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐาน (International Organization for Standardization : ISO) ได้มองถึงปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นจึงจัดทำมาตรฐาน ISO 50001
ซึ่งเป็นมาตรฐานระบบการจัดการพลังงานให้องค์กรต่างๆ ได้นำไปใช้ เพื่อช่วยควบคุมและลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน รองรับกับวิกฤติด้านพลังงานและลดการส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
โดย ISO 50001 นั้นได้เริ่มประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 2554 และในปี 2555 กระทรวงอุตสาหกรรมได้ประกาศใช้ มอก.50001-2555 ระบบการจัดการพลังงาน รวมถึงออกข้อกำหนดและ
ข้อแนะนำในการใช้สมทบเสริมออกมาให้องค์กร เพื่อให้องค์กรต่างๆมีแนวทางพัฒนาระบบการจัดการพลังงานได้สะดวกขึ้น แต่ในปัจจุบันการได้รับรองมาตรฐาน ISO 50001 นั้นยังมีไม่มาก
เนื่องจากยังเป็นมาตรฐานใหม่ที่องค์ และผู้ประกอบการส่วนใหญ่เพิ่มเริ่มศึกษาถึงเรื่องนี้ ซึ่งคาดว่าในปีนี้จะเริ่มเห็นองค์กรต่างๆ ทั้งกลุ่มธุรกิจและกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมให้ความสำคัญ
และได้รับรองมาตรฐาน ISO 50001 กันมากขึ้น
สำหรับประโยชน์และหลักการของ ISO 50001 อาจารย์วัลลภ เรืองด้วยธรรม ผู้เชี่ยวชาญ และ ที่ปรึกษา ระบบการจัดการพลังงานตามกฎกระทรวงฯ / ISO 50001 และผู้จัดการ
ฝ่ายพลังงาน บริษัท มิตรเทคนิคัลคอนซัลแท้นท์ จำกัด ที่มีประสบการณ์มากว่า 4 ปีในการช่วยองค์กรต่างๆ ดำเนินการพัฒนาระบบฯดังกล่าว ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ให้ว่า ประโยชน์ของ
การพัฒนาระบบ ISO 50001 สามารถมองได้ทั้งประโยชน์ต่อองค์กร ต่อพนักงาน ต่อโลก ซึ่งสามารถสรุปเป็นประเด็นๆได้ดังนี้
ประโยชน์ต่อองค์กร
• เกิดการจัดการพลังงานอย่างเป็นระบบ ซึ่งหมายถึงทราบสภาพการใช้พลังงานของตนเอง รู้ว่าจะจัดการหรือควบคุมพื้นที่ใดที่ใช้พลังงานสูงหรือเกินค่าที่กำหนด จนเป็นผลให้เกิดการวางแผน
ในการปรับปรุงโดยการสร้างมาตรการต่างๆ ต่อไป
• เกิดดัชนีชี้วัดสมรรถนะขององค์กร (Company Performance Indicator) ในด้านพลังงาน เพิ่มขึ้นให้กับองค์กร นอกเหนือจากดัชนีชี้วัดอื่นๆ ที่ผู้บริหารมีอยู่แล้ว เช่น ด้านการเงิน
ด้านยอดขาย ด้านบุคลากร เป็นต้น ซึ่งดัชนีชี้วัดสมรรถนะด้านพลังงาน (Energy Performance Indicator ; EnPI) นี้ จะเข้ามามีบทบาทในการที่ผู้บริหารสามารถใช้ติดตามการปฏิบัติต่างๆ
ของทั่วพื้นที่ที่มีการใช้พลังงานในการควบคุมและจัดการการใช้พลังงานได้เป็นอย่างดี
• เกิดการควบคุมการปฏิบัติงาน (Standard Operation Control ; SOP) ในเครื่องจักร/อุปกรณ์ที่ใช้พลังงาน ซึ่งทำให้ผู้ปฏิบัติงานทราบการควบคุมให้เครื่องจักร/อุปกรณ์ทำงานในสภาวะ
ที่เหมาะสม และ สามารถเฝ้าติดตาม รวมถึงปรับปรุงได้ในทันที
• เกิดการตรวจวัดการใช้พลังงาน หรือ ประสิทธิภาพ ของเครื่องจักรอุปกรณ์ที่สำคัญอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเฝ้าติดตาม หรือ ควบคุมให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสม
• เกิดการยอมรับในระดับสากลเป็นการเสริมภาพลักษณ์ให้กับองค์กรในด้าน CSR อีกทางหนึ่ง
• เกิดการลดต้นทุนด้านพลังงานอย่างยั่งยืน ทำให้องค์กรสามารถเป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาด และ เป็นการเพิ่มความสามารถในการผลิตและบริการ
• เกิดการติดตามกฏหมายที่องค์กรต้องปฏิบัติตามในด้านพลังงานต่างๆ อย่างเป็นระบบ รวมถึงการควบคุมการปฏิบัติให้สอดคล้องและครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด
• เกิดความตระหนักและมีส่วนร่วมในการควบคุมและอนุรักษ์พลังงานในพนักงานทุกระดับ อันเป็นผลมาจากการมีกำหนดดัชนีชี้วัดสมรรถนะด้านพลังงาน เป้าหมายและแผนงานต่างๆ ในแต่พื้นที่ที่มีการ
ใช้พลังงานอย่างเป็นระบบ
ประโยชน์ต่อพนักงาน
• เกิดการฝึกอบรมอย่างเป็นระบบทั้งด้านข้อกำหนด ด้านเทคนิค และ ด้านจิตสำนึกอนุรักษ์พลังงานเป็นเพิ่มความรู้ความสามารถให้กับพนักงานที่เกี่ยวข้องที่ต้องปฏิบัติ
ตามระบบจัดการพลังงานที่กำหนดเอาไว้
ประโยชน์ต่อประเทศไทยและประโยชน์ต่อโลก
• เกิดการควบคุม การลดใช้พลังงาน และ การเปลี่ยนมาใช้พลังงานรูปแบบอื่นๆ อย่างเป็นระบบและยั่งยืนขององค์กรต่างๆ ทำให้ประเทศสามารถลดการนำเข้าพลังงาน และเป็นการเพิ่มความมั่นคง
ทางพลังงานอีกทางหนึ่งด้วย
• เกิดกลไกในการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มเติมจากกลไกอื่นๆ ที่มีอยู่แล้ว
ความเข้าใจมาตรฐานและข้อกำหนด
นอกจากนี้ อาจารย์วัลลภ ยังได้กล่าวย้ำเตือนสำหรับองค์กรที่ต้องการพัฒนาระบบฯ ในส่วนของความเข้าใจดังนี้ สำหรับองค์กรที่จะนำ ISO 50001 มาใช้ในการจัดการพลังงานนั้นจะต้องการความร่วมมือ
ความมีส่วนร่วมและการดำเนินการตามข้อกำหนดจากส่วนสำคัญ 3 ส่วนคือ ผู้บริหารระดับสูงต้องมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบ และพร้อมที่จะสนับสนุนทีมงานในด้านต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านต่างๆ
ทีมงานด้านเทคนิคต้องมีความเข้าใจสภาพการใช้และรู้จักการควบคุมพลังงาน เพื่อให้องค์กรบรรลุเป้าหมายด้านพลังงานต่างๆ และ ผู้ใช้พลังงานในองค์กร (People) ต้องมีพฤติกรรมและจิตสำนึกในการอนุรักษ์พลังงาน
--------------------------------------------------------------------------------
ขอบคุณที่มาข้อมูล http://www.energysavingmedia.com/
และ http://ridcnrct.blogspot.com/2014/09/iso-50001-iso-50001-international.html#more
