รบ. ตั้งเป้าไทยเป็นมหาอำนาจยางพาราใน 3-5 ปี
TRON

สกว. จับมือ กยท. โชว์ผลงานวิจัยเด่นในการประชุมวิชาการยางพา รองนายกฯ ประจิน จั่นตอง ตั้งเป้าภายใน 3-5 ปี ไทยจะเป็นมหาอำนาจด้านยางพารา
หวังทุกฝ่ายผนึกกำลังกันแก้ปัญหาคอขวด และเพิ่มการแปรรูปให้เกิดมูลค่าตลอดห่วงโซ่เพิ่มเป็นร้อยละ 40
วันที่ 30 เมษายน 2561 พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการ “การผลักดันผลงานวิจัยยางพาราสู่การใช้ประโยชน์” ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ
จัดโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เพื่อสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีให้มีความสามารถในการแข่งขันและสร้างมูลค่าเพิ่ม
ให้กับอุตสาหกรรมยางพารา อีกทั้งประชาสัมพันธ์งานวิจัย สร้างเครือข่ายวิจัยและบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เชื่อมโยงผลงานวิจัยให้เกิดการจับคู่ธุรกิจเพื่อทำให้เกิดเครือข่าย
ห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมยางพาราในประเทศไทย เพิ่มปริมาณการใช้ยางพารา รวมถึงส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานวิจัยด้านมาตรฐานยางพารา ผลักดันให้มีการนำผลงานวิจัยด้านยางพารา
ไปใช้ประโยชน์ในหลายมิติ โดยเฉพาะเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างการปาฐกถาพิเศษว่าทำอย่างไรให้สัดส่วนการแปรรูปยางพาราเพิ่มขึ้นโดยผู้ประกอบการในประเทศ ผสมผสานเทคโนโลยีจากต่างประเทศและในประเทศ
ทั้งระดับชุมชน พื้นที่ มหาวิทยาลัย จนถึง คอบช. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลัก เพื่อเพิ่มมูลค่าการใช้ยางพาราจากที่มีอยู่เพียงร้อยละ 20 คิดเป็นมูลค่า 4.5 แสนล้านบาท ให้เพิ่มเป็นร้อยละ 40
ปรับปรุงวัตถุดิบให้มีคุณค่ามากขึ้น มีวิธีการกรีด การเก็บ และการแพ็คส่งขายเพื่อแปรรูปเป็นสินค้าต่าง ๆ รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ และเพื่อการส่งออกต่างประเทศ เพื่อทำให้เกิดการจ้างงาน
และรายได้แก่เกษตรกร ชุมชน ไปจนถึงรัฐบาล อย่างไรก็ตามงานวิจัยที่ได้ทำมาเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างช้า ปัญหาจึงยังคงตกกับเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา และปลูกพืชตัวอื่นเสริม
เพื่อสร้างรายได้

“เราต้องผนึกกำลังแก้ปัญหาคอขวด ทั้งเรื่องการลงทุน ความเชื่อมั่น ความปลอดภัยในพื้นที่ ให้เกิดเป็น “Rubber city” และสร้างความคุ้มค่าในการลงทุน ในปี 2561 เป็นต้นไปจะต้อง
มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัย นำผลงานไปใช้ประโยชน์ตลอดห่วงโซ่ แก้ปัญหาความผันผวนเรื่องราค่าและขาดเสถียรภาพ รวมถึงการเติบโตของประเทศคู่แข่ง ซึ่ง กยท. และทุกหน่วยงานต่าง
ทราบปัญหาดี สร้างมูลค่าเพิ่ม คุณภาพของผลิตภัณฑ์ดีขึ้นและปลอดภัย เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้ทั้งประชาชนและกองทัพ การประชุมครั้งนี้เชื่อมั่นว่าจะสามารถเพิ่มโอกาสในการเปลี่ยน
ทิศทางที่จะนำไปสู่การผลักดันต่อยอดให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่สอดรับกับความต้องการใช้งาน ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจและมั่นคง เสริมด้วยนโยบายภาครัฐและทุนต่าง ๆ รัฐบาลจะช่วยหา
ตลาดทั้งในส่วนราชการ เช่น ที่นอนของผู้ต้องหาในเรือนจำ การใช้ประโยชน์สาธารณะ เช่น พื้นลู่วิ่ง ลู่จักรยาน สวนสาธารณะ ตลอดจนสร้างคุณค่าทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ ซึ่งเชื่อว่า
ภายใน 3-5 ปี ทิศทางของยางพาราไทยจะเปลี่ยนไปและเป็นมหาอำนาจอย่างแท้จริง
ตัวอย่างงานวิจัยภายใต้การสนับสนุนของ สกว. ที่ส่งผลให้ราคายางมีเสถียรภาพเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน คือ “วัสดุเทอร์โพพลาสติกผสมยางธรรมชาติสำหรับทาเครื่องหมายบนผิวทาง”
ซึ่งมี ผศ.อนุวัตร วอลี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยฟาฏอนี เป็นหัวหน้าโครงการ โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มการใช้ยางธรรมชาติได้ปีละ 4 พันตัน ทั้งนี้ประเทศไทยนิยมใช้
วัสดุเทอร์โมพลาสติกในการตีเส้นจราจรมากว่าสีจราจร เนื่องจากใช้งานง่าย สะดวก และมีประสิทธิภาพสูงกว่า แต่จุดด้อย คือ มีค่าอุณหภูมิคล้ายแก้วสูง จึงมีความยืดหยุ่นต่ำ มีความสามารถใน
การยึดเกาะต่ำ และไม่ทนต่อการสึกหรอ นักวัยจึงนำยางธรรมชาติมาเตรียมให้อยู่ในรูปพอลิเมอร์เบลนด์เพื่อใช้เป็นสารยึดเกาะ เตรียมเป็นวัสดุเทอร์โมพลาสติกสำหรับทาเครื่องหมายบนผิวทาง
ซึ่งมีจุดเด่นทนต่อแรงกระแทก ยึดเกาะกับพื้นผิวและความทนต่อการสึกหรอที่ดีเยี่ยม สามารถนำไปหลอมเพื่อใช้ตีเส้นจราจรได้ง่าย และสะดวก ทั้งนี้นักวิจัยสามารถผสมยางธรรมชาติแทนที่เรซิน
ได้สูงสุดถึงร้อยละ 15 โดยน้ำหนัก และมียางธรรมชาติผสมประมาณร้อยละ 3 โดยน้ำหนัก เมื่อคำนวณด้านต้นทุนวัตถุดิบพบว่าไม่แพงมากเมื่อเปรียบเทียบกับวัสดุทางการค้า จึงมีโอกาสที่จะนำไป
แปรรูปและจำหน่ายจริงจึงมีความเป็นไปได้สูงและมีความน่าสนใจมาก เพราะช่วยเพิ่มช่องทางใหม่ในการนำยางธรรมชาติไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ โดยหากใช้วัสดุนี้ในทุกเส้นทางในประเทศ
จะช่วยลดการนำเข้าวัตถุดิบเรซินจากจีนได้เกือบ 4 พันตัน/ปี

ขอบคุณที่มาข้อมูล www.trf.or.th
ท่านสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ TRF
