ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ผลของแบบการคิดและรูปแบบการสอนคอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จประยุกต์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ผลของแบบการคิดและรูปแบบการสอนคอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จประยุกต์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี
นักวิจัย : เนาวนิตย์ ใจมั่น
คำค้น : ความคิดและการคิด , โปรแกรมคอมพิวเตอร์ , ความแตกต่างระหว่างบุคคล , ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : วิชุตา รัตนเพียร , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะครุศาสตร์
ปีพิมพ์ : 2542
อ้างอิง : 9743346783 , http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/9386
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (ค.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2542

การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเพื่อศึกษาผลของแบบการคิดและรูปแบบการสอนคอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จประยุกต์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนิสิตนักศึกษา ระดับปริญญาตรี แบบการคิดที่นำมาศึกษาในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบการคิดแบบอิสระและแบบการคิดแบบไม่อิสระ และรูปแบบการสอน 2 รูปแบบ คือ รูปแบบการสอนหลักการก่อนการฝึกปฏิบัติและรูปแบบการสอนหลักการและการฝึกปฏิบัติพร้อมกัน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนิสิตระดับปริญญาตรีที่เรียนวิชา 2708121 คอมพิวเตอร์พื้นฐาน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2542 รวมทั้งสิ้น 190 คน ในการทดสอบแบบทดสอบนี้ ผู้วิจัยได้ทดลองเป็นกลุ่มตามที่นิสิตที่เป็นกลุ่มตัวอย่างแต่ละคนได้ลงทะเบียนเรียนตามที่ต้องการมีทั้งสิ้น 4 กลุ่ม เมื่อวัดแบบการคิดแล้ว คัดให้เหลือ 80 คน คือ แบบการคิดแบบอิสระ 40 คน และแบบการคิดแบบไม่อิสระ 40 คน หลังจากนั้นสุ่มอย่างง่ายว่ากลุ่มใดจะได้รับการสอนรูปแบบใด ดังนั้นจึงมีกลุ่มทดลองทั้งสิ้น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 20 คน ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ผู้รับการทดลองเป็นผู้มีแบบการคิดแบบไม่อิสระ ได้รับรูปแบบการสอนหลักการและการฝึกปฏิบัติพร้อมกัน กลุ่มที่ 2 ผู้รับการทดลองเป็นผู้มีแบบการคิดแบบอิสระ ได้รับรูปแบบการสอนหลักการและการฝึกปฏิบัติพร้อมกัน กลุ่มที่ 3 ผู้รับการทดลองเป็นผู้มีแบบการคิดแบบไม่อิสระ ได้รับรูปแบบการสอนหลักการก่อนการฝึกปฏิบัติ กลุ่มที่ 4 ผู้รับการทดลองเป็นผู้มีแบบการคิดแบบอิสระ ได้รับรูปแบบการสอนหลักการก่อนการฝึกปฏิบัติ เรื่องที่สอนได้แก่ 1. ไมโครซอฟท์เวิร์ด 2. ไมโครซอฟท์เอ็กเซล 3. ไมโครซอฟท์เพาเวอร์พอยน์เรียนเรื่องละ 3 ครั้งรวมทั้งสิ้น 9 ครั้ง รวบรวมคะแนนจากการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั้ง 9 ครั้ง มาวิเคราะห์ตามวิธีการทางสถิติ ความแปรปรวนร่วม (Analysis of Covariance) สรุปผลการวิจัย 1. ผู้เรียนที่มีแบบการคิดต่างกันคือ แบบการคิดแบบอิสระและแบบการคิดแบบไม่อิสระเมื่อเรียนคอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จประยุกต์มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. ผู้เรียนที่เรียนคอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จประยุกต์ด้วยรูปแบบการสอนที่ต่างกันคือ รูปแบบการสอนหลักการก่อนการฝึกปฏิบัติและรูปแบบการสอนหลักการและการฝึกปฏิบัติพร้อมกันมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และรูปแบบการสอนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีกว่า คือ รูปแบบการสอนหลักการก่อนการฝึกปฏิบัติ 3. ผู้เรียนที่มีแบบการคิดต่างกันเมื่อเรียนคอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จประยุกต์ด้วยรูปแบบการสอนที่ต่างกันมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

บรรณานุกรม :
เนาวนิตย์ ใจมั่น . (2542). ผลของแบบการคิดและรูปแบบการสอนคอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จประยุกต์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
เนาวนิตย์ ใจมั่น . 2542. "ผลของแบบการคิดและรูปแบบการสอนคอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จประยุกต์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
เนาวนิตย์ ใจมั่น . "ผลของแบบการคิดและรูปแบบการสอนคอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จประยุกต์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2542. Print.
เนาวนิตย์ ใจมั่น . ผลของแบบการคิดและรูปแบบการสอนคอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จประยุกต์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2542.