| ชื่อเรื่อง | : | ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจในความสัมพันธ์ไทย-ประชาคมยุโรป (พ.ศ.2530-2535) |
| นักวิจัย | : | ปรีชา วงศ์อรุณ |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2536 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=59748 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การศึกษาวิจัยนี้ เกิดขึ้นด้วยความตระหนักในความ สำคัญของประชาคมยุโรป ภายหลัง พ.ศ.2535 ในฐานะ เป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญอย่างยิ่งยวดของประเทศไทยโดยเน้น ศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประชาคมยุโรป ในช่วง พ.ศ.2530-2535 ในประเด็น ที่สำคัญ ๆ ภายใต้กรอบ แนวคิดของทฤษฎีเกี่ยวพันและผลประโยชน์แห่งชาติ ได้แก่ การ รวมเป็น ยุโรปตลาดเดียวการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจยุโรปและ สหภาพยุโรป กรณีพิพาททางการค้าระหว่าง ประชาคมยุโรป และประเทศไทยการเจรจาแกตต์รอบอุรุกวัยในประเด็นเรื่อง สินค้าเกษตร การปฏิรูปนโยบายการเกษตรร่วมและการส่งออก ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไปยังตลาดประชาคมยุโรปทั้งนี้ปัจจัยภายนอก ที่จะมีส่วนสำคัญหรือส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย และประชาคมยุโรป ได้แก่ การปฏิรูปทางเศรษฐกิจและการเมือง ของกลุ่มประเทศยุโรปกลาง ยุโรปตะวันออกและอินโดจีน ส่วนปัจจัย ภายในประเทศนั้นมุ่งเน้นศึกษาถึงท่าที นโยบายและการดำเนิน มาตรการของหน่วยงานราชการและภาคเอกชนต่อการรวมเป็น ยุโรปตลาดเดียวการเจรจาเพื่อแก้ไขหรือระงับข้อพิพาททางการค้า กับฝ่ายประชาคมยุโรปการเจรจาแกตต์รอบอุรุกวัยภายใต้กรอบ ของกลุ่มเครนส์และการเจรจาเพื่อจัดทำข้อตกลงวีอีอาร์เกี่ยวกับ การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง การศึกษาวิจัยนี้ มีจุดมุ่งหมายสำคัญที่จะศึกษาทำความ เข้าใจและประมวลผลปัจจัย ดังกล่าว เพื่อคาดการณ์ว่าภาวะการ เปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ดังกล่าวมีผลกระทบต่อประเทศไทยและ สัมพันธภาพที่มีต่อประชาคมยุโรปอย่างไรบ้างโดยเฉพาะนับตั้งแต่ ประชาคมยุโรปก้าวไปสู่ความเป็นยุโรปตลาดเดียวใน พ.ศ. 2536 แล้วภาวะการส่งออกสินค้าไทยไปยังตลาดประชาคมยุโรปจะมีการ เปลี่ยนแปลงในแง่ส่งผลกระทบหรือสร้างโอกาสมากน้อยเพียงใด ประการสำคัญประเทศไทยควรที่จะกำหนดและดำเนินยุทธศาสตร์ ทางเศรษฐกิจอย่างไรจึงจะสามารถสร้างเสริมความสัมพันธ์ระหว่าง ประชาคมยุโรปและประเทศไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเพื่อทำให้ประเทศไทย ได้รับผลกระทบจากการรวมเป็นยุโรปตลาดเดียวน้อยที่สุดและเพื่อ ให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์จากภาวะการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว มากที่สุดในระยะยาว จากการศึกษาวิจัย ปรากฎผลว่าการรวมเป็นยุโรปตลาด เดียวนี้ มีความสำคัญต่อการส่งออกสินค้าไทยไปยังประชาคม ยุโรปนับตั้งแต่ พ.ศ.2536 เป็นอย่างมาก ซึ่งประเทศไทยจะต้อง ผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานตรงตามที่ประชาคมยุโรปกำหนดไว้จึงจะ สามารถส่งออกได้มากขึ้น แต่โดยข้อเท็จจริง ปรากฎว่าการปรับตัว ของประเทศไทยเพื่อรองรับการรวมเป็นยุโรปตลาดเดียวนี้ เป็นไป อย่างล่าช้าและขาดซึ่งประสิทธิภาพอันเป็นผลมาจากสาเหตุสำคัญ 2 ประการ คือ 1. ความขัดแย้งหรือขาดความเป็นเอกภาพของหน่วยงาน ราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะระหว่างกระทรวง พาณิชย์กับกระทรวงการต่างประเทศและระหว่างหน่วยงาน ราชการต่าง ๆ ที่รับผิดชอบในเรื่องการตรวจสอบมาตรฐานสินค้า 2. ปัญหาการเปลี่ยนแปลงและวิกฤติการณ์ทางการเมืองใน ประเทศไทยที่เกิดขึ้น ในช่วง พ.ศ.2533-2535 ในขณะเดียวกันประเทศไทยก็มี ข้อพิพาททางการค้ากับประชาคมยุโรปหลาย ๆ กรณีโดยที่กรณีพิพาท เหล่านี้ประชาคมยุโรปล้วนแต่เป็นผู้กล่าวหาทั้งสิ้นและในการเจรจา เพื่อยุติข้อพิพาทดังกล่าว ข้อสรุปของหลาย ๆ กรณีก็เป็นไปในทิศทาง เดียวกัน นั่นคือ ประเทศไทยต้องยอมรับและปฎิบัติตามเงื่อนไขที่ ประชาคมยุโรปเป็นฝ่ายกำหนดซึ่งเป็นผลมาจากการที่ประเทศไทย ขาดอำนาจต่อรองใด ๆ กับฝ่ายประชาคมยุโรป ส่วนการเจรจาแกตต์รอบอุรุกวัยในประเด็นเรื่องสินค้า เกษตรนั้นก็นับว่าส่งผลกระทบต่อสัมพันธภาพระหว่างประเทศไทย และประชาคมยุโรปโดยเฉพาะกับฝรั่งเศสอยู่ไม่น้อยเพราะประชาคม ยุโรปไม่พอใจต่อบทบาทของกลุ่มเครนส์ (ซึ่งประเทศไทยมี ส่วนร่วมสำคัญในการจัดตั้ง) ที่ร่วมมือกับ สหรัฐฯกดดันประชาคมยุโรปให้ลดเลิกการอุดหนุนสินค้าเกษตร โดยเฉพาะท่าทีของฝรั่งเศสซึ่งไม่พอใจต่อบทบาทของกลุ่มเครนส์ และประเทศไทยเป็นอย่างมากเนื่องจากมีส่วนสำคัญทำให้ภาพพจน์ ของฝรั่งเศสเสียหายในแง่เป็นอุปสรรคกีดขวางทำให้การเจรจาแกตต์ รอบอุรุกวัยไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ประชาคมยุโรป (ภายใต้การผลักดันของฝรั่งเศส) จะดำเนินมาตรการกีดกันสินค้าไทย มากขึ้นโดยอ้างเหตุผลต่าง ๆ เพื่อเป็นการ ตอบโต้ และในขณะเดียวกันถึงแม้ประเทศไทยจะกระตือรือล้นต่อ การเจรจาแกตต์รอบอุรุกวัยเป็นอย่างมากโดยเฉพาะบทบาทในการ ริเริ่มให้ก่อตั้งกลุ่มเครนส์ แต่เมื่อพิจารณาถึง ปัจจัย ภายในประเทศแล้วกลับปรากฎผลในทางตรงกันข้ามกล่าวคือได้รับ ความสนใจหรือ ความสำคัญจากหน่วยงานราชการมหาวิทยาลัย ตลอดจนภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องน้อยมาก หรือแม้แต่กระทั่ง กลุ่มเกษตรกรเองก็แทบจะไม่มีความรู้ความเข้าใจใด ๆ เกี่ยวกับ การเจรจาเลยจะมีก็แต่เฉพาะกระทรวงพาณิชย์โดยเฉพาะ เจ้าหน้าที่กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์เท่านั้นที่มีบทบาทมากที่สุด ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์ จึงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดท่าที และนโยบายของประเทศไทยต่อการเจรจาดังกล่าวนี้หรืออาจได้ว่า การเจรจาเรื่องสินค้าเกษตรภายใต้แกตต์รอบอุรุกวัยนี้ เป็น เรื่องของเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์โดยเฉพาะ เมื่อกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประชาคม ยุโรปจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกล่าวถึงผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เพราะผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจหลักและ เป็นสินค้าส่งออกของไทยไปยังประชาคมยุโรปที่ทำรายได้มากที่สุด เป็นอันดับ 2 รองจากเสื้อผ้า สำเร็จรูป ปัญหาสำคัญสำหรับการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไปยัง ตลาดประชาคมยุโรปก็คือ การที่ต้องถูกจำกัดปริมาณการส่งออก ในแต่ละปีตามข้อตกลงวีอีอาร์ ซึ่งเป็นผลมาจากการผลักดัน ของฝรั่งเศส ทั้งนี้ในเจรจาจัดทำข้อตกลงฉบับที่ 3 (พ.ศ.2534-2537) ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ เป็นหน่วยงานหลักของไทย ที่รับผิดชอบในการเจรจานั้น ปรากฎว่า ฝ่ายไทยไม่ประสบความ สำเร็จใด ๆ เลยในการเจรจาขอให้ประชาคม ยุโรปตอบสนองต่อ ข้อเรียกร้องของฝ่ายไทยโดยเฉพาะการเจรจาขอเพิ่มโควตานำเข้า ประชาคมยุโรป เพราะมักจะถูกฝรั่งเศสคัดค้านอยู่เสมอ ในขณะเดียวกันการปฏิรูปนโยบายเกษตรร่วม ก็ส่งผลกระทบ อย่างรุนแรงต่อการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยและเมื่อ พิจารณาร่วมกับผลการเจรจาแกตต์รอบอุรุกวัยที่จะทำให้ระบบการค้า สินค้าเกษตรในตลาดโลกดำเนินไปอย่างเสรีนั้นก็สามารถคาดการณ์ ได้ว่าราคาและปริมาณการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยไปยัง ประชาคมยุโรปในอนาคตมีแนวโน้มที่จะลดต่ำลงเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นผล กระทบที่ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้เลย แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าแนวโน้มความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศไทยและประชาคมยุโรป จะดำเนินไปในลักษณะที่สินค้าไทย อาจจะถูกกีดกันมากขึ้น ประสบปัญหาการแข่งขันมากขึ้นและประชาคม ยุโรปอาจจะหันไปให้ความสำคัญต่อกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก ยุโรปกลาง และ อินโดจีนมากขึ้น(ในแง่ของความช่วยเหลือทาง เศรษฐกิจและเงินลงทุน) เพราะฉะนั้น วิธีการหนึ่ง ที่จะช่วยลด ความรุนแรงของผลกระทบต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ก็คือ ประเทศไทยควรที่จะเข้า ไปมีส่วนร่วมในการปฏิรูปเศรษฐกิจและ การเมืองของกลุ่มประเทศดังกล่าวโดยตรงมากขึ้นโดยเฉพาะในภูมิภาค อินโดจีน ขณะเดียวกันก็ควรที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมต่อกระบวน การแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์ในอดีตยูโกสลาเวียหรือ เหตุการณ์ ระหว่างประเทศอื่น ๆ (ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต) ที่เกี่ยว ข้องกับประชาคมยุโรปหรือประชาคมยุโรปให้ความสำคัญใน ลักษณะที่สอดคล้องกับนโยบายของประชาคมยุโรปต่อเหตุการณ์นั้น ๆ และสอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศไทย นอกจากนี้ประเทศไทยควรจะเน้นให้ความสำคัญของการ ดำเนินนโยบายกับประชาคมยุโรปภายใต้กรอบของอาเซี่ยน-ประชาคม ยุโรปมากขึ้น เพราะสามารถสร้างอำนาจต่อรองได้ดีกว่าการดำเนิน นโยบายในกรอบทวิภาคีระหว่างประเทศไทยและประชาคมยุโรป เหมือนที่ผ่าน ๆ มาในขณะเดียวกันปัจจัยภายในประเทศก็จะต้อง มีการปรับปรุงในรูปของการตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและเจรจา การค้าไทย-ประชาคมยุโรปเป็นการเฉพาะเพื่อให้การดำเนินงาน สร้างเสริมความสัมพันธ์ ตลอดจนการเจรจากับฝ่ายประชาคมยุโรป มีเอกภาพและประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น |
| บรรณานุกรม | : |
ปรีชา วงศ์อรุณ . (2536). ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจในความสัมพันธ์ไทย-ประชาคมยุโรป (พ.ศ.2530-2535).
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ปรีชา วงศ์อรุณ . 2536. "ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจในความสัมพันธ์ไทย-ประชาคมยุโรป (พ.ศ.2530-2535)".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ปรีชา วงศ์อรุณ . "ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจในความสัมพันธ์ไทย-ประชาคมยุโรป (พ.ศ.2530-2535)."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2536. Print. ปรีชา วงศ์อรุณ . ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจในความสัมพันธ์ไทย-ประชาคมยุโรป (พ.ศ.2530-2535). กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2536.
|
