ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การศึกษาศาสนภาพของผู้ต้องขังชายไทย และการนำหลักพุทธธรรมมาใช้ในการแก้ไขปัญหา อาชญากรรม ศึกษากรณีเรือนจำกลางบางขวาง จังหวัดนนทบุรี

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การศึกษาศาสนภาพของผู้ต้องขังชายไทย และการนำหลักพุทธธรรมมาใช้ในการแก้ไขปัญหา อาชญากรรม ศึกษากรณีเรือนจำกลางบางขวาง จังหวัดนนทบุรี
นักวิจัย : เทิดศักดิ์ ลิ้มชาวฟ้า
คำค้น : ศาสนภาพ , ผู้ต้องขัง , หลักพุทธธรรม , อาชญากรรม , RELIGIOSITY , PRISONERS , BUDDHADHAMMA , CRIME
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2543
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=45060
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับและความสัมพันธ์ระหว่างศาสนภาพทั้ง 5 มิติของผู้ต้องขังที่นับถือศาสนาพุทธ, (2) เปรียบเทียบระดับศาสนภาพในมิติต่างๆ ของผู้ต้องขัง ที่นับถือศาสนาพุทธที่มีภูมิหลังต่างกันในด้านระดับการศึกษาและการบวช, (3) ศึกษาถึงการนำ หลักพุทธธรรมไปใช้ในการแก้ปัญหาอาชญากรรม รวมถึงเรื่องของพุทธศาสนาภายในเรือนจำอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจากทัศนะของผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบศึกษาศาสนภาพ 5 มิติสำหรับผู้ต้องขังจำนวน 300 คน, แบบสัมภาษณ์สำหรับผู้ต้องขังจำนวน 136 คน และแบบสัมภาษณ์สำหรับเจ้าหน้าที่ จำนวน 40 คน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา และวิธีการทางสถิติ เช่น ANOVA เป็นต้น ผลจากการวิจัยพบว่า ระดับศาสนภาพของผู้ต้องขังในมิติของความเชื่อทางศาสนาโดยเฉลี่ย อยู่ในระดับค่อนข้างมาก ((+,X)=3.92), ศาสนปฏิบัติโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับเกือบถึงปานกลาง ((+,X)=2.86) ความรู้ทางศาสนาโดยเฉลี่ยมีคะแนนเท่ากับ 11.71 จากคะแนนเต็ม 21, ความ รู้สึกหรือประสบการณ์ทางศาสนาโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ((+,X)=4.08) และพฤติกรรมทาง ศาสนาโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับค่อนข้างมาก ((+,X)=3.80) สำหรับในเรื่องความสัมพันธ์พบว่า ศาสนภาพในทุกๆ มิติ นั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีเพียง 1 คู่ เท่านั้นคือ ศาสนปฏิบัติกับความรู้ทางศาสนา ที่ไม่มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การเปรียบเทียบระดับศาสนภาพในมิติต่างๆ กับเรื่องภูมิหลังของผู้ต้องขังนั้น พบว่า ในด้านการศึกษา พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในมิติของความรู้ทาง ศาสนา ส่วนในด้านการบวช พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในมิติของ ความรู้สึกหรือประสบการณ์ทางศาสนา และพฤติกรรมทางศาสนา การนำหลักพุทธธรรมมาใช้ในการแก้ปัญหาอาชญากรรมรวมถึงประเด็นอื่นๆ ภายใน เรือนจำที่เกี่ยวข้องนั้น พบว่า ผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า หลักศีล 5 ธรรม 5 นั้นมีความเหมาะสมที่นำมาใช้ทั้งการแก้ปัญหาอาชญากรรมและการดำรงชีวิตของ ผู้ต้องขังในเรือนจำ, เรื่องจิตใจ (โลภะ โทสะ และโมหะ) เป็นสาเหตุสำคัญในการกระทำผิด ของผู้ต้องขัง, การอบรมทางศาสนาของทางเรือนจำมีส่วนช่วยลดปัญหาการกระทำผิดซ้ำของ ผู้ต้องขังได้ และการอบรมจิตตภาวนาเป็นกิจกรรมทางศาสนาที่มีความเหมาะสมกับผู้ต้องขัง ในเรือนจำ

บรรณานุกรม :
เทิดศักดิ์ ลิ้มชาวฟ้า . (2543). การศึกษาศาสนภาพของผู้ต้องขังชายไทย และการนำหลักพุทธธรรมมาใช้ในการแก้ไขปัญหา อาชญากรรม ศึกษากรณีเรือนจำกลางบางขวาง จังหวัดนนทบุรี.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
เทิดศักดิ์ ลิ้มชาวฟ้า . 2543. "การศึกษาศาสนภาพของผู้ต้องขังชายไทย และการนำหลักพุทธธรรมมาใช้ในการแก้ไขปัญหา อาชญากรรม ศึกษากรณีเรือนจำกลางบางขวาง จังหวัดนนทบุรี".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
เทิดศักดิ์ ลิ้มชาวฟ้า . "การศึกษาศาสนภาพของผู้ต้องขังชายไทย และการนำหลักพุทธธรรมมาใช้ในการแก้ไขปัญหา อาชญากรรม ศึกษากรณีเรือนจำกลางบางขวาง จังหวัดนนทบุรี."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2543. Print.
เทิดศักดิ์ ลิ้มชาวฟ้า . การศึกษาศาสนภาพของผู้ต้องขังชายไทย และการนำหลักพุทธธรรมมาใช้ในการแก้ไขปัญหา อาชญากรรม ศึกษากรณีเรือนจำกลางบางขวาง จังหวัดนนทบุรี. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2543.