ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ศึกษา เอช แอล เอ คลาสสอล ในผู้ป่วยโรคเรื้อนใน ประชากรไทยภาคเหนือ

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ศึกษา เอช แอล เอ คลาสสอล ในผู้ป่วยโรคเรื้อนใน ประชากรไทยภาคเหนือ
นักวิจัย : วารุณี คุณาชีวะ
คำค้น : -
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2538
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=41214
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

โรคเรื้อนเป็นโรคติดต่อเรื้อรังที่เกิดจากเชื้อ Mycobacterium leprae ซึ่งเป็นเชื้อที่อาศัยอยู่ในเซล และจัดเป็นเชื้อที่ไม่มีพิษภัยหากผู้รับเชื้อมีภูมิต้าน ทานปกติ อาการโรคเรื้อนทางคลินิกและพยาธิสภาพของเนื้อ เยื่อในผู้ป่วยแต่ละคน จะปรากฎแตกต่างกันไปตามปฏิกิริยา ตอบสนองของระบบ cell mediated immunity (CMI) เราสามารถแบ่งกลุ่มผู้ป่วยออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่ กลุ่มเลปโปรมาตัส ซึ่งมีความบกพร่องที่ระบบ CMI ร่างกาย ไม่สามารถทำลายเชื้อโรคเรื้อนได้ ทำให้เชื้อเจริญแบ่งตัว เพิ่มมาก และกระจายไปทั่วร่างกาย โดยไม่มีการตอบสนอง ทาง CMI ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีการตอบสนองทาง Humoral immune response (HMI) ปกติ แต่ไม่มีฤทธิในการป้องกันโรค อีกกลุ่มหนึ่งคือผู้ป่วยโรคเรื้อนชนิด ทูเบอร์คิวลอยด์ (Tuberculoid leprosy) ซึ่งผู้ป่วยจะมีการตอบสนองทาง เซลแบบจำเพาะ (Specific immune response) ค่อนข้างดี แต่สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ ติดเชื้อและเป็นโรคยังไม่แน่ชัด ความผิดปกติของผู้ป่วย โรคเรื้อนอาจเกี่ยวข้องกับยีนที่ควบคุมระบบภูมิต้านทาน ซึ่งในคน คือระบบ Human Leukocyte Antigens (HLA) ดังนั้น วัตถุประสงค์ของการศึกษาครั้งนี้จึงได้ทำการ ตรวจหา HLA class II ในผู้ป่วยโรคเรื้อน จำนวน 145 คน เปรียบเทียบกับที่ตรวจพบในคนปกติ จำนวน 121 คน โดยอาศัยเทคนิคการเพิ่มขยายปริมาณยีนโดยปฏิกิริยาลูกโซ่ (polymerase chain reaction) ร่วมกับ specific sequence oligonucleotide hybridization โดยมีตัว ตรวจจับ (probe) ที่ติดฉลากด้วย (32)P หรือ digoxigenin ผลการทดลองพบว่า ผู้ป่วยโรคเรื้อนมีความถี่ DRB1* (1501+1502) อัลลีลสูงกว่าในกลุ่มคนปกติ อย่างมีนัยสำคัญ ((...)2=7.6, p=0.006 และ (...)2=8, p=0.005) ส่วนความถี่ของ DRB5* 0101 อัลลีล พบในผู้ป่วยมากกว่าคน ปกติอย่างมีนัยสำคัญ (x2=6.0, p=0.014) อีกทั้งพบว่า DRB1*1501 และ DRB5*0101 มี linkage disequilibrium ความถี่ของ DRB1*(1501+1502) อัลลีล ในผู้ป่วยชนิด LL และ LL+BL พบได้มากกว่าในกลุ่มคนปกติเช่นกัน ((...)2=5.8, p=0.016) ในการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มผู้ป่วยเองพบว่า ความถี่ของ DRB1*1401 อัลลีลในผู้ป่วย TT สูงกว่าผู้ป่วย BT ((...)2=6.5, p=0.011) ความสัมพันธ์ของ HLA-DR กับผู้ป่วยโรคเรื้อนที่ได้จากการศึกษาในครั้งนี้ สามารถ นำไปเป็นแนวทางการศึกษาด้าน immunogenetic ของโรค เรื้อนและโรคอื่น ๆ เพื่อประโยชน์ทางการป้องกันและติดตาม ความก้าวหน้าของโรคต่าง ๆ ต่อไป

บรรณานุกรม :
วารุณี คุณาชีวะ . (2538). ศึกษา เอช แอล เอ คลาสสอล ในผู้ป่วยโรคเรื้อนใน ประชากรไทยภาคเหนือ.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
วารุณี คุณาชีวะ . 2538. "ศึกษา เอช แอล เอ คลาสสอล ในผู้ป่วยโรคเรื้อนใน ประชากรไทยภาคเหนือ".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
วารุณี คุณาชีวะ . "ศึกษา เอช แอล เอ คลาสสอล ในผู้ป่วยโรคเรื้อนใน ประชากรไทยภาคเหนือ."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2538. Print.
วารุณี คุณาชีวะ . ศึกษา เอช แอล เอ คลาสสอล ในผู้ป่วยโรคเรื้อนใน ประชากรไทยภาคเหนือ. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2538.