ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การศึกษาลักษณะของสิ่งเร้าที่มีผลต่อการรับรู้และความจำระยะสั้น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีรูปแบบการคิดต่างกัน

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การศึกษาลักษณะของสิ่งเร้าที่มีผลต่อการรับรู้และความจำระยะสั้น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีรูปแบบการคิดต่างกัน
นักวิจัย : จิระ คูณทอง
คำค้น : -
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2541
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1192541000037
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การวิจัยเชิงทดลองครั้งนี้มีความมุ่งหมาย เพื่อศึกษาอิทธิพลของลักษณะสิ่งเร้าและรูปแบบการคิดของนักเรียน รวมทั้งผลร่วมระหว่างลักษณะของสิ่งเร้ากับรูปแบบการคิดของนักเรียน ที่มีต่อการรับรู้และความจำระยะสั้น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2540 โรงเรียนเมืองร้อยเอ็ด อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด ที่ผ่านการคัดเลือกจากครูประจำชั้นแล้วว่าไม่มีประวัติการเจ็บป่วยทางสมอง และการรับรู้ทางสายตาผิดปกติ ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) จำนวน 80 คน เป็นนักเรียนที่มีรูปแบบการคิดประเภทที่ไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งรอบข้าง (Field Independence) จำนวน 40 คน และประเภทที่ขึ้นอยู่กับสิ่งรอบข้าง (Field Dependence) จำนวน 40 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง8 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน (เพศชาย 5 คน เพศหญิง 5 คน) แต่ละกลุ่มจะได้รับปัจจัยในการทดลอง คือ ลักษณะของสิ่งเร้าที่แตกต่างกัน (40%, 60%, 80% และ 100%) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบทดสอบความจำภาพสมบูรณ์ที่ไม่มีปฏิสัมพันธ์ แบบทดสอบรูปแบบการคิด (GEFT) สิ่งเร้า และแบบทดสอบวัดการจำระยะสั้น ลักษณะเป็นภาพลายเส้นอย่างง่าย ผลการวิเคราะห์ข้อมูล โดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสององค์ประกอบและเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ ด้วยวิธีของเชฟเฟ่ (Sheffe) ปรากฎว่า 1. นักเรียนที่มีรูปแบบการคิดต่างกัน มีความสามารถด้านการรับรู้แตกต่างกัน โดยพบว่านักเรียนกลุ่มที่มีรูปแบบการคิดประเภทที่ไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งรอบข้าง (Field Independence)มีคะแนนการรับรู้สูงกว่านักเรียนกลุ่มที่มีรูปแบบการคิดประเภทที่ขึ้นอยู่กับสิ่งรอบข้าง(Field Dependence) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. นักเรียนที่มีรูปแบบการคิดประเภทที่ไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งรอบข้าง (Field Independence)และนักเรียนกลุ่มที่มีรูปแบบการคิดประเภทที่ขึ้นอยู่กับสิ่งรอบข้าง (Field Dependence) มีความสามารถด้านความจำระยะสั้นไม่แตกต่างกัน 3. ลักษณะของสิ่งเร้าที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อการรับรู้ของนักเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยพบว่าสิ่งเร้าที่มีส่วนประกอบของโครงสร้างประมาณ60%, 80% และ 100% ส่งผลต่อการรับรู้ของนักเรียนแตกต่างจากสิ่งเร้าที่มีส่วนประกอบของโครงสร้างประมาณ 40% อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ลักษณะของสิ่งเร้าที่แตกต่างกัน ไม่ส่งผลต่อความจำระยะสั้นของนักเรียน 5. รูปแบบการคิดกับลักษณะของสิ่งเร้า ไม่มีผลร่วมกันต่อการรับรู้ และความจำระยะสั้นของนักเรียน

บรรณานุกรม :
จิระ คูณทอง . (2541). การศึกษาลักษณะของสิ่งเร้าที่มีผลต่อการรับรู้และความจำระยะสั้น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีรูปแบบการคิดต่างกัน.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
จิระ คูณทอง . 2541. "การศึกษาลักษณะของสิ่งเร้าที่มีผลต่อการรับรู้และความจำระยะสั้น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีรูปแบบการคิดต่างกัน".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
จิระ คูณทอง . "การศึกษาลักษณะของสิ่งเร้าที่มีผลต่อการรับรู้และความจำระยะสั้น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีรูปแบบการคิดต่างกัน."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2541. Print.
จิระ คูณทอง . การศึกษาลักษณะของสิ่งเร้าที่มีผลต่อการรับรู้และความจำระยะสั้น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีรูปแบบการคิดต่างกัน. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2541.