| ชื่อเรื่อง | : | การผลิตสารประกอบอะซาดิแรคตินจากเซลล์สะเดาไทยเพาะเลี้ยง |
| นักวิจัย | : | นิภาวรรณ์ จิตโสภากุล |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2543 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=33130 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | ในงานวิจัยนี้ได้พัฒนาวิธีการและสภาวะที่เหมาะสมในการวิเคราะห์ปริมาณและแยกสาร ประกอบอะซาดิแรคตินจากเมล็ดสะเดาไทยด้วยเทคนิค HPLC โดยใช้คอลัมน์ reverse phase สภาวะไอโซเครติคพบว่า วิธีการดังกล่าวสารมารถแยกองค์ประกอบของอะซาดิแรคติน เอ, 1-tigloyl-3-acetylazadirachtol และอะซาดิแรคติน ดี จากสารสกัดเมล็ดสะเดาไทยด้วย เมทธานอลได้ วิธีการทำให้สารสกัดจากเมล็ดสะเดาบริสุทธิ์บางส่วนโดยผ่านคอลัมน์ซิลิกา เจลโดยใช้เอทธิลอะซีเตทเป็นตัวชะสามารถทำให้อะซาดิแรคติน เอ บริสุทธิ์ขึ้นประมาณ 1 เท่า โดยมีปริมาณอะซาดิแรคตินเอ เหลือถึง 97.8 เปอร์เซ็นต์ เมื่อทำการทดสอบความเป็นพิษ ของสารสกัดจากสะเดาที่ทำให้บริสุทธิ์บางส่วนพบว่ามีฤทธิ์ในการฆ่าหนอนใยผัก ~i(Plutella xylostella)~i (LC(,50)) ต่ำกว่าสารมาตรฐานอะซาดิแรคติน เอ เล็กน้อย การศึกษารูปแบบ การผลิตอะซาดิแรคติน เอ ระหว่างการพัฒนาของผลสะเดาที่ได้จากต้นในเขตจังหวัดขอนแก่น พบว่า มีการสะสมของอะซาดิแรคติน เอ ตั้งแต่ระยะดอกตูม และเพิ่มสูงสุดในสัปดาห์ที่ 7 โดยระดับอะซาดิแรคติน เอ เฉลี่ย 3-3.5 มิลลิกรัม/กรัมน้ำหนักแห้ง ระยะนี้ผลสะเดาจะเปลี่ยน จากสีเขียวเป็นสีเหลือง การสะสมของอะซาดิแรคติน เอ ลดลงอย่างรวดเร็วในสัปดาห์ที่ 10 ซึ่งสอดคล้องกับการเปลี่ยนสีของผลสะเดาเป็นสีน้ำตาลเข้ม ผลการศึกษาวิธีการชักนำให้เกิดแคลลัสจากเนื้อเยื่อสะเดาและการหวนคืนกลับเป็น ต้นใหม่จากแคลลัสและเนื้อเยื่อสะเดาไทยเพาะเลี้ยงพบว่าแคลลัสจากใบเลี้ยงสะเดาสามารถ เพาะเลี้ยงบนอาหารสูตร Murashige and Skoog (MS) ที่เสริมด้วย 2,4-D 1 มิลลิกรัม/ลิตร ร่วมกับ BA 2 มิลลิกรัม/ลิตร ที่อุณหภูมิ 25(+,ฑ)2 องศาเซลเซียส ความเข้มแสง 2,000 ลักซ์ เป็นเวลา 16 ชั่วโมง/วัน และผลิตอะซาดิแรคติน เอ ได้ค่าเฉลี่ยประมาณ 69 ไมโครกรัม/กรัม น้ำหนักแห้ง เซลล์แขวนลอยที่ได้จากแคลลัสเมื่อเพาะเลี้ยงในอาหารสูตรเดียวกันโดยใช้กลูโคส 30 กรัม/ลิตร เป็นแหล่งคาร์บอน สามารถผลิตอะซาดิแรคติน เอ สูงกว่าเมื่อใช้ซูโครส แคลลัส จากเนื้อเยื่อกิ่งสะเดาที่เพาะเลี้ยงต่อเนื่องเป็นเวลา 10 เดือน สามารถทำให้หวลคืนกลับมา เป็นต้นใหม่ได้มากกว่า 45 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเลี้ยงบนอาหารสูตร MS ที่เสริมด้วย IAA 0.5 มิลลิกรัม/ลิตร ร่วมกับ BA 1 มิลลิกรัม/ลิตร เป็นเวลา 9 สัปดาห์ ในขณะที่แคลลัสจากใบเลี้ยง สะเดาซึ่งเพาะเลี้ยงต่อเนื่องเป็นเวลา 24 เดือน เมื่อย้ายลงอาหารสูตร Linsmaier and Skoog (LS) ที่เสริมด้วย BA 2 และ 3 มิลลิกรัม/ลิตร เป็นเวลา 13 สัปดาห์ สามารถเกิด ยอดได้ 10 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเพิ่มระยะเวลาของการเลี้ยงเป็น 9 เดือน สามารถเกิดยอดเพิ่ม ขึ้นได้ถึง 50 และ 80 เปอร์เซ็นต์ เมื่อใช้ BA 2 และ 3 มิลลิกรัม/ลิตร ตามลำดับ การเพาะ เลี้ยงเพื่อขยายพันธุ์พืชจำนวนมากทำได้โดยใช้ตาข้างของสะเดาไทยเลี้ยงบนอาหารสูตร MS ที่เสริมด้วย BA ความเข้มข้นต่าง ๆ พบว่า การเพาะเลี้ยงตาข้างบนอาหารที่มี BA 3 มิลลิกรัม/ลิตร เป็นเวลา 30 วัน จะทำให้เกิดการสร้างยอดได้จำนวนมากที่สุดคือ 15 ยอด/ชิ้น ยอดเพาะเลี้ยงสามารถชักนำให้เกิดรากได้เมื่อเพาะเลี้ยงบนอาหารสูตร MS ที่เสริมด้วย IAA 0.5, 1 และ 1.5 มิลลิกรัม/ลิตร เป็นเวลา 45 วัน ผลการศึกษาระดับการ ผลิต อะซาดิแรคติน เอ จากเซลล์สะเดาไทยเพาะเลี้ยงที่หวลคืนกลับมาเป็นต้นใหม่ พบว่า ลำต้นที่ได้จากการหวลคืนกลับเป็นต้นใหม่สามารถผลิตอะซาดิแรคติน เอ ได้สูง ที่สุดคือ 193.4 ไมโครกรัม/กรัมน้ำหนักแห้ง สารสกัดจากต้นสะเดาที่หวลคืนกลับเป็นต้น ใหม่มีความเป็นพิษต่อหนอนใยผักด้วยค่า LD(,50) เท่ากับ 0.784 ไมโครกรัม/กรัมน้ำหนักตัว ในขณะที่สารสกัดจากแคลลัสเพาะเลี้ยงต่อเนื่องมีค่า LD(,50) เท่ากับ 68.946 ไมโครกรัม/ กรัมน้ำหนักตัว |
| บรรณานุกรม | : |
นิภาวรรณ์ จิตโสภากุล . (2543). การผลิตสารประกอบอะซาดิแรคตินจากเซลล์สะเดาไทยเพาะเลี้ยง.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. นิภาวรรณ์ จิตโสภากุล . 2543. "การผลิตสารประกอบอะซาดิแรคตินจากเซลล์สะเดาไทยเพาะเลี้ยง".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. นิภาวรรณ์ จิตโสภากุล . "การผลิตสารประกอบอะซาดิแรคตินจากเซลล์สะเดาไทยเพาะเลี้ยง."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2543. Print. นิภาวรรณ์ จิตโสภากุล . การผลิตสารประกอบอะซาดิแรคตินจากเซลล์สะเดาไทยเพาะเลี้ยง. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2543.
|
