ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การศึกษาเปรียบเทียบวิธีการตรวจวินิจฉัยโรคพยาธิ สตรองจิลอยดิส โดยวิธีการทางปรสิตวิทยากับน้ำเหลืองวิทยา ในเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษา

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การศึกษาเปรียบเทียบวิธีการตรวจวินิจฉัยโรคพยาธิ สตรองจิลอยดิส โดยวิธีการทางปรสิตวิทยากับน้ำเหลืองวิทยา ในเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษา
นักวิจัย : ธีระพร เหลืองบุตรนาค
คำค้น : -
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2541
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=32248
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

โรคพยาธิสตรองจิลอยดิส เกิดจากหนอนพยาธิตัวกลมในลำไส้ชนิด Strongyloides stercoralis เป็นโรคติดเชื้อที่มีความสำคัญชนิดหนึ่ง เนื่องจากโรคนี้อาจทำให้ผู้ติดเชื้อเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะบุคคลที่ มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เพราะพยาธิชนิดนี้สามารถเพิ่มจำนวนขึ้นภายใน ร่างกายโฮสต์ และกระจายเข้าไปอยู่ในอวัยวะต่างๆได้ การวินิจฉัยโรคนี้ในคนที่มีพยาธิอยู่น้อยด้วยวิธีการทางปรสิตวิทยา มักตรวจไม่พบพยาธิในอุจจาระ ทำให้ผู้ติดเชื้อไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่ แรกเริ่ม ดังนั้นถ้ามีวิธีการวินิจฉัยที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้ค้นพบ ผู้ติดเชื้อได้ดีขึ้น เพื่อรีบดำเนินการรักษาก่อนที่ภาวะแทรกซ้อน และ อันตรายจะเกิดขึ้น การศึกษานี้จึงได้เปรียบเทียบการวินิจฉัยทาง ปรสิตวิทยาโดยวิธี agar plate culture technique (APCT) และ modified formalin-ethyl acetate concentration technique (MFECT) กับการวินิจฉัยทางน้ำเหลือง วิทยาโดยการตรวจวัดระดับ IgG จำเพาะที่ตอบสนองต่อการติดเชื้อพยาธิ สตรองจิลอยดิส ด้วยวิธี enzyme - linked immunosorbent assay (ELISA) โดยใช้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักเรียนระดับประถมศึกษาชั้นปีที่ 1 - 6 ของโรงเรียนกู่สว่างสามัคคี หมู่บ้านอุบล-รักชาติ ตำบลบัวใหญ่ อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ได้เก็บตัวอย่างมาศึกษา 2 ครั้ง เว้นระยะเวลาห่างกันประมาณ 3 เดือน ผลการตรวจอุจจาระพบว่าครั้งที่ 1 (ต.ค.2537, n=195) และครั้งที่ 2 (ม.ค.2538, n=187) มีนักเรียนติดเชื้อปรสิตร้อยละ 40.51 และ 33.16 ตามลำดับ และปรสิตที่พบมากที่สุด คือพยาธิสตรองจิลอยดิส (ร้อยละ 23.08 และ 17.11) ซึ่งการติดเชื้อพยาธิชนิดนี้พบในนักเรียนเพศ ชายมากกว่าเพศหญิงและพบในนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลายมากกว่า นักเรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น (p<0.05) เมื่อเปรียบเทียบผลการวินิจฉัยทางปรสิตวิทยาและทางน้ำเหลือง วิทยา ในนักเรียนคนเดียวกันที่มีทั้งผลการตรวจอุจจาระและซีรั่มพบว่าทั้ง ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 (n=114) พบว่าวิธีการตรวจทั้ง 3 วิธีให้ ผลแตกต่างกันโดยวิธี ELISA สามารถพบการติดเชื้อพยาธิสตรองจิลอยดิส ได้มากที่สุดคือร้อยละ 28.07 และ 28.95 วิธี APCT พบการติดเชื้อรอง ลงมาคือร้อยละ 17.32 และ 15.74 ส่วนวิธี MFECT พบการติดเชื้อได้ น้อยที่สุดคือร้อยละ 6.30 และ 7.87 ตามลำดับ (p<0.01) เมื่อใช้การตรวจทางปรสิตวิทยาเป็นมาตรฐานอ้างอิง พบว่าวิธี ELISA มีความไวร้อยละ 80.00 - 100.00 ความจำเพาะร้อยละ 82.88 - 87.68 และค่าผลบวกปลอมคิดเป็นร้อยละ 12.32 - 17.11 โดยมีปฏิกิริยาข้ามพวกต่ำ กับพยาธิปากขอ พยาธิใบไม้ตับ (Opisthorchis viverrini) พยาธิใบไม้ในลำไส้ขนาดเล็ก (minute intestinal fluke) พยาธิตัวตืด Taenia. และโปรโตซัว Giardia lamblia เมื่อศึกษาองค์ประกอบของ IgG พบว่า IgG1 เป็น subclass ที่ให้ผลการตรวจวินิจฉัยคล้ายกับ Total IgG มากที่สุด (p<0.001) อย่างไรก็ตามระดับของ IgG จำเพาะ ไม่มีความสัมพันธ์กับ ความหนาแน่นของพยาธิที่อยู่ในลำไส้ ( p>0.05 ) แต่วิธี ELISA ก็เป็นวิธีการวินิจฉัยที่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการคัดกรองหาคนที่ ติดเชื้อพยาธิสตรองจิลอยดิสในชุมชน

บรรณานุกรม :
ธีระพร เหลืองบุตรนาค . (2541). การศึกษาเปรียบเทียบวิธีการตรวจวินิจฉัยโรคพยาธิ สตรองจิลอยดิส โดยวิธีการทางปรสิตวิทยากับน้ำเหลืองวิทยา ในเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษา.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
ธีระพร เหลืองบุตรนาค . 2541. "การศึกษาเปรียบเทียบวิธีการตรวจวินิจฉัยโรคพยาธิ สตรองจิลอยดิส โดยวิธีการทางปรสิตวิทยากับน้ำเหลืองวิทยา ในเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษา".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
ธีระพร เหลืองบุตรนาค . "การศึกษาเปรียบเทียบวิธีการตรวจวินิจฉัยโรคพยาธิ สตรองจิลอยดิส โดยวิธีการทางปรสิตวิทยากับน้ำเหลืองวิทยา ในเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษา."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2541. Print.
ธีระพร เหลืองบุตรนาค . การศึกษาเปรียบเทียบวิธีการตรวจวินิจฉัยโรคพยาธิ สตรองจิลอยดิส โดยวิธีการทางปรสิตวิทยากับน้ำเหลืองวิทยา ในเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษา. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2541.