ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การจัดการพื้นที่นาตอนเพื่อเพิ่มศักยภาพการใช้ประโยชน์ที่ดิน

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การจัดการพื้นที่นาตอนเพื่อเพิ่มศักยภาพการใช้ประโยชน์ที่ดิน
นักวิจัย : มงคล ต๊ะอุ่น
คำค้น : -
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2538
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=31465
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การศึกษาการใช้พื้นที่นาตอนเพื่อเพิ่มศักยภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินมี วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา แนวทางการใช้ประโยชน์ของพื้นที่นาดอนให้มี ประสิทธิภาพไม่ให้ถูกทิ้งว่างเปล่า เพื่อสามารถที่จะปลูกข้าวได้ให้พอเพียง กับการบริโภคในครัวเรือน หรือหามาตรการปลูกพืชอื่นที่เป็นไปได้ทดแทน ในกรณีที่ไม่สามารถปลูกข้าวได้ ซึ่งได้แบ่งการศึกษาออกเป็น 3 การทดลอง คือ การทดลองที่ 1 เป็นการศึกษาความเป็นไปได้ของการปลูกข้าวโดย วิธีเกษตรธรรมชาติบนพื้นที่นาตอนและต่อการอนุรักษ์และปรับปรุงดิน ได้ทำ การศึกษาในพื้นที่นาตอนของเกษตรกร ในดินชุดร้อยเอ็ดได้แบ่งเป็น 2 การ ทดลองย่อยคือ 1.1 ศึกษาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกโดยวิธีเกษตรธรรม ชาติ และต่อการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางเคมีและฟิสิกส์ของดิน วางแผน การทดลองแบบ RCBD 4 ซ้ำ ใช้ข้าว 4 พันธุ์ คือ กข.6 ข้าวแผ่ ขี้ตมแตง และดอแพร่ โดยทำการหว่านเมล็ดข้าวอัตรา 12 กก./ไร่ และถั่วเขียว อัตรา 4 กก./ไร่ พร้อมกันแล้วใช้ฟางข้าวอัตราประมาณ 200 กก./ไร่ คลุม ซึ่งการทดลองจะไม่มีการกำจัดวัชพืช ใส่ปุ๋ย หรือสารเคมีใดๆ ผลการ ศึกษาพบว่า ข้าวพันธุ์ต่างๆ ให้ผลผลิตแตกต่างกันในทางสถิติซึ่งข้าวพันธุ์ ดอแพร่ จะให้การเจริญเติบโตทั้งน้ำหนักแห้งต่อ 10 ต้น ผลผลิตเมล็ดและ ฟางข้าวต่อไร่สูงสุด ตลอดจนให้องค์ประกอบของผลผลิตสูงด้วยรองลงมา ได้แก่พันธุ์ กข.6 ข้าวแผ่ และพันธุ์ขี้ตมแตง ตามลำดับโดยข้าวพันธุ์ดอแพร่ และ กข.6สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมการเกษตรแบบนี้ โดยสามารถ ดูดใช้ธาตุอาหารได้ดีกว่าข้าวอีก 2 พันธุ์ การเพาะปลูกข้าวโดยวิธีเกษตร ธรรมชาติต่อการอนุรักษ์และปรับปรุงดิน พบว่า การเพาะปลูกแบบนี้ จะทำให้ คุณสบัติทางเคมีของดินเช่น pH ธาตุอาหาร อินทรีวัตถุในดินมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่คุณสมบัติทางฟิสิกส์ของดินมีคุณสมบัติเหมือนเดิมหรือลดลงเล็กน้อย 1.2 การศึกษาการย่อยสลายฟางข้างและการปลดปล่อยธาตุอาหารในการ เพาะปลูกข้าวโดยวิธีเกษตรธรรมชาติ ได้ทำการทดลองในสถานที่เดียวกับการทำ ทดลองที่ 1.1 โดยวางฟางข้าวขนาดความยาว 5 ซม. ที่ใส่ในถุงๆละ 10 กรัม ไว้ในแผลงที่ปลูกข้าวพันธุ์ต่างๆ ของการทดลองที่ 1.1 โดยวางไว้เป็นเวลา 4 เดือน จากการศึกษาพบว่าเปอร์เซ็นต์การย่อยสลายของฟางข้าวโดยเฉลี่ย ในแปลงข้าวทั้ง 4 พันธุ์ เท่ากับ 62 % ในระยะเวลา 4 เดือน โดยในเดือนที่ 2 จะมีการสลายตัวมากที่สุด หลังจากนั้นการสลายตัวจะลดลงนอกจากนี้ พบว่า การปลดปล่อยธาตุอาหารของฟางข้างออกสู่ระบบสิ่งแวดล้อมนั้นธาตุโปแตสเซี่ยม จะมีสิ่งมากที่สุดรองลงมาได้แก่ ไนโตรเจน แคลเซียม แมกนีเซียม และธาตุ ฟอสฟอรัสต่ำสุด ซึ่งสารปลดปล่อยธาตุอาหารเหล่านี้จะมีมากที่สุดในเดือนที่ 2 และ 3 การทดลองที่ 2 เป็นการศึกษาความเป็นไปได้ของการปลูกข้าวโดยวิธี หยอดเมล็ดและควบคุมวัชพืชโดยสารเคมีและหรือการกำจัดด้วยมือในพื้นนาดอน ต่อผลผลิตข้าว ได้ศึกษาในพื้นที่ตอนของกสิกรในดินชุดเขาย้อย โดยวางแผน การทดลองแบบ RCBD มี 3 ช้ำ และ 4 สิ่งทดลอง คือ (1) ไม่มีการ ควบคุมวัชพืช (2) ใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช (thiobencarb) อัตรา 4 กก./ไร่ (3) ใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช (thiobencarb) อัตรา 4 กก./ไร่ และกำจัดวัชพืชด้วยมือ 1 ครั้ง 30 วันหลังข้าวงอก และ (4) ด้วยมือ 2 ครั้ง 30 และ 60 วัน หลังข้าวงอก ซึ่งทุกสิ่งการทดลองได้รับปุ๋ยสูตร 16- 16-8 อัตรา 30 กก./ไร่ และปุ๋ยยูเรีย อัตรา 15 กก./ไร่ พันธุ์ข้าวที่ใช้ ทดลองคือ กข.6 โดยใช้อัตรา 20 กก./ไร่ ซึ่งทำการหยอดเมล็ดเป็นแถว โดยระยะห่างระหว่างแถวเท่ากับ 30 ซม. และก่อนทำการทดลองได้ ทำ การศึกษาสถานะภาพของธาตุอาหารพืชในดิน โดยวิธีใส่ธาตุอาหารที่จำเป็น แต่ขาดเพียงธาตุเดียวในเรือนทดลอง โดยใช้ข้าวโพดเป็นพืชทดสอบจาก การศึกษา พบว่าน้ำหนักและความสูงของข้าวโพดตอบสนองต่อการขาดธาตุ ฟอสฟอรัสและไนโตรเจนมากที่สุดรองลงมาธาตุโปแตสเซียมส่วนธาตุอื่นๆ ไม่แสดงอาการขาด การทดลองประสิทธิภาพของการควบคุมวัชพืชในนาข้าวแบบหยอดโดย วิธีต่างๆ พบว่าการใช้สารเคมีและกำจัดด้วยมือ 1 ครั้ง จะมีประสิทธิภาพ มากที่สุดรองลงมา คือกำจัดด้วยมือ 2 ครั้ง การใช้สารเคมีและไม่มีการควบ คุมวัชพืชตามลำดับ การใช้สารเคมีจะได้ผลดีกับวัชพืชพวกล้มลุกโดยเฉพาะ ในช่วง 30 วันหลังข้าวงอก ซึ่งประสิทธิภาพของการควบคุมวัชพืชโดยวิธีต่างๆ จะทำให้ผลผลิตข้าว กข.6 แตกต่างกันในทางสถิติตลอดจนทำให้องค์ประกอบ ของผลผลิตของข้าวเพิ่มขึ้นตามลำดับโดยการใช้สารเคมีและกำจัดด้วยมือ 1 ครั้งจะให้ผลผลิตสูงที่สุด การทดลองที่ 3 เป็นการศึกษาความเป็นไปได้การเพระปลูกละหุ่ง แทนข้าวในกรณีที่ไม่สามารถปลูกข้าวได้ในพื้นที่นาดอนโดยการจัดการดินด้วย อินทรีวัตถุ ซึ่งได้แบ่งการทดลองออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 เป็นการทดลองในเรือนทดลองโดยศึกษาสถานภาพของ ธาตุพืช ในดินชุดสตึก โดยวิธีการใส่ธาตุอาหารที่จำเป็นแต่ขาดเพียงธาตุ เดียว จากการทดสอบกับละหุ่งพันธุ์กำภูและข้าวโพดหวานพบว่าน้ำหนักแห้ง ของพืชทั้งสองตอบสนองต่อการขาดธาตุฟอสฟอรัสมากที่สุด รองลงมาได้แก่ ธาตุไนโตรเจน และโปแตสเซียม ขณะที่ธาตุอาหารอื่นๆ ไม่แสดงอาการขาด เมื่อทำการวิเคราะห์ ธาตุฟอสฟอรัส ไนโตรเจนและโปแตสเซียมในต้นละ หุ่นที่ไม่ใส่ธาตุอะไร พบว่ามีความเข้มข้นอยู่ในระดับเดียวกับสิ่งทดลองที่ ขาดธาตุทั้งสาม ส่วนที่ 2 ได้ศึกษาอัตราปุ๋ยคอก(มูลวัว) 3 อัตรา คือ 0 3 และ 6 ตัน/ไร่ และอัตราปุ๋ยเคมี(16-20-0)3 อัตราคือ 0 50 และ 100 กก./ไร่ ที่มีต่อการงอกและการเจริญเติบโตของละหุ่งในสภาพดินอิ่มตัวด้วยน้ำ ในกระ ถางโดยวางแผนการทดลองแบบ Factorial in CRD มี 3 ซ้ำโดยปลูก ละหุ่งพันธุ์กำภูในดินที่มีสภาพอิ่มตัวด้วยน้ำเป็นระยะเวลาเวลา 8 วันหลัง ปลูก พบว่าการใส่อัตราปุ๋ยคอกจะทำให้เปอร์เซ็นต์การงอกของเมล็ดละหุ่ง เพิ่มขึ้น และ ทำให้น้ำหนักต้นและรากความยาวรากเพิ่มมากขึ้น แต่การใส่ ร่วมกับอัตราปุ๋ยเคมี ไม่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันแต่มีแนวโน้มทำให้การเจริญเติบ โตของละหุ่งเพิ่มมากขึ้น เมื่อทำการทดสอบคุณสมบัติทางฟิสิกส์ของดิน พบว่าการใส่ปุ๋ยคอกจะทำให้การเกาะกลุ่มของเม็ดดินขนาดใหญ่เพิ่มมากขึ้น ความหนาแน่นรวมลดลง การซาบซึมน้ำเพิ่มมากขึ้นและทำให้เส้น SMCC ของ ดินมีแนวโน้มสูงขึ้น ตลอดจนทำให้ความแตกต่างของความชื้นในดินชั้นบนและ ชั้นล่างเพิ่มมากขึ้น ส่วนที่ 3 ทำการศึกษาอิทธิพลของอัตราปุ๋ยเคมีกับละหุ่งที่ปลูกในสภาพ พื้นที่นาดินของเกษตรกรในดินชุดสตึกโดยวางแผนการทดลองแบบ Factorial in RCBD มี 3 ซ้ำ 2 ปัจจัยคือ(1) อัตราปุ๋ยคอก 4 อัตราคือ 0 1 2 และ 3 ตัน/ไร่ (2) อัตราปุ๋ยเคมี(16-20-0) 2 อัตราคือ 0 และ 30 กก./ไร่ การ ใส่ปุ๋ยคอกจะใส่รองก้นหลุมส่วนปุ๋ยเคมีใส่หลังจากปลูกละหุ่งได้ 18 วัน ปลูก ละหุ่งพันธุ์กำภูช่วงต้นเดือนกันยายน 2535 จากการศึกษาพบว่าการใส่อัตราปุ๋ย คอกจะมีผลทำให้การงอกของเมล็ดละหุ่ง เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อ เทียบกับการไม่ใส่ปุ๋ยคอก ในด้านความสูง น้ำหนักต้นและราก ความยาวราก การใส่ปุ๋ยเคมี ร่วมกับปุ๋ยคอกจะทำให้การเจริญเติบโตของละหุ่งดังกล่าวเพิ่ม มากขึ้นแต่การใส่ปุ๋ยเคมีอย่างเดียวจะทำให้การเจริญได้น้อยมาก ในด้านผลผลิตและองค์ประกอบของผลผลิต การใส่อัตราปุ๋ยคอกร่วม กับปุ๋ยเคมีไม่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันแต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยการใส่ปุ๋ยคอก อัตรา 3 ตัน/ไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมีอัตรา 30 กก./ไร่ ให้ผลผลิตสูงสุด เมื่อ พิจารณาเฉพาะอัตราปุ๋ยคอกในอัตราต่างๆ พบว่ามีผลแตกต่างกันในการทาง สถิติต่อผลผลิตของละหุ่ง ส่วนในด้านคุณภาพของผลผลิตการใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ย เคมีหรืออย่างใดอย่างหนึ่งจะไม่ทำให้เปอร์เซ็นต์โปรตีนในเมล็ดละหุ่งเพิ่มมาก ขึ้นแตกต่างกันแต่การใส่ปุ๋ยทั้งสองร่วมกันหรือใส่อย่างใดอย่างหนึ่ง จะส่ง เสริมทำให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันในเมล็ดละหุ่งเพิ่มขึ้น คุณสมบัติของดินหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต การจัดการดินด้วยปุ๋ยคอกหรือ ใส่ร่วมกับปุ๋ยเคมีจะทำให้คุณสมบัติทางเคมี และฟิสิกส์ของดินเปลี่ยนแปลงไป ในทางที่ดีต่อความอุดมสมบูรณ์ของดินเพิ่มมากขึ้น การใส่ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว จะมีผลทำให้ความเป็นกรดของดินมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแต่ถ้ามีการใส่ร่วมกับปุ๋ย คอกจะทำให้ชลอการเพิ่มความเป็นกรดของดินได้

บรรณานุกรม :
มงคล ต๊ะอุ่น . (2538). การจัดการพื้นที่นาตอนเพื่อเพิ่มศักยภาพการใช้ประโยชน์ที่ดิน.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
มงคล ต๊ะอุ่น . 2538. "การจัดการพื้นที่นาตอนเพื่อเพิ่มศักยภาพการใช้ประโยชน์ที่ดิน".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
มงคล ต๊ะอุ่น . "การจัดการพื้นที่นาตอนเพื่อเพิ่มศักยภาพการใช้ประโยชน์ที่ดิน."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2538. Print.
มงคล ต๊ะอุ่น . การจัดการพื้นที่นาตอนเพื่อเพิ่มศักยภาพการใช้ประโยชน์ที่ดิน. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2538.