| ชื่อเรื่อง | : | นโยบายความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์กับผลที่มีต่อความมั่นคง ตามชายแดนไทย-พม่า |
| นักวิจัย | : | สายัณห์ เมืองศรี |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2539 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=5191 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | จากการที่ไทยและอาเซียน ได้ใช้นโยบายความสัมพันธ์ เชิงสร้างสรรค์ต่อพม่า ทำให้ผลของความสัมพันธ์ตามนโยบาย ดังกล่าวในมิติทางเศรษฐกิจนั้น ดูเหมือนว่าจะอยู่ในเกณฑ์ที่ดี มาก โดยเฉพาะกับภาคอาเซียนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ไทย แต่สำหรับ ไทยความสัมพันธ์ในมิติทางเศรษฐกิจได้กลับกลายเป็นผลกระทบ ต่อความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-พม่า เป็นอย่างมาก อีกทั้ง ยังไม่ได้รับความร่วมมือหรือการแก้ไขปัญหาด้วยความจริงใจ จากพม่าเท่าที่ควร ผู้ศึกษาวิจัยซึ่งรับราชการทหาร จึงมีความ สนใจที่จะศึกษานโยบายความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์กับผลที่มี ต่อความมั่นคงตามชายแดนไทย-พม่า โดยมีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อศึกษาความเหมาะสม ของการนำนโยบาย ความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์มาใช้กับพม่า และความเป็นไป ได้ต่อการทบทวนนโยบายนี้ ทั้งในภาวะปัจจุบันและทศวรรษหน้า 2. เพื่อศึกษาถึงปัจจัยที่มีผลต่อการทำให้พม่าต้องปรับตัว ให้เข้ากับวัตถุประสงค์ของนโยบายความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ 3. เพื่อศึกษาทัศนะของทหาร ที่ปฏิบัติหน้าที่รับผิดชอบ ต่อการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-พม่า ที่มีต่อนโยบาย ความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ของไทย โดยเฉพาะในด้านผล กระทบต่อความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-พม่า 4. เพื่อศึกษาทัศนะของทหาร ในการดำเนินนโยบาย ต่างประเทศของไทยในทศวรรษหน้า โดยเฉพาะในด้านการ รักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-พม่า 5. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของทหาร ที่ปฏิบัติหน้าที่ รับผิดชอบต่อการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-พม่า ที่มีต่อการเข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนของพม่าในอนาคตอัน ใกล้นี้ ผู้ศึกษาได้รวบรวมข้อมูลในเชิงเอกสาร และออกแบบ สอบถาม โดยได้กำหนดกลุ่มตัวอย่างเป็นนายทหารสัญญาบัตร ซึ่ง กำลังปฏิบัติหน้าที่รักษาความมั่นคงภายใน ตามแนวชายแดนไทย-พม่า ในสังกัดกองทัพภาคที่ 3 กองกำลังนเรศวร ชุดควบคุมที่ 34 ชุดควบคุมที่ 35 และหน่วยประสานงานชายแดน จำนวน 49 ท่าน และได้สัมภาษณ์นายทหารชั้นผู้ใหญ่ของหน่วยงานดังกล่าว รวม 7 ท่าน จึงทำให้ผลการวิจัยได้ภาพที่ครอบคลุมและชี้ชัด ในองค์ความรู้บางประการที่ผู้กำหนดนโยบายไม่ได้ให้ความสำคัญ ผลการศึกษาวิจัย พบว่า นโยบายความสัมพันธ์เชิง สร้างสรรค์ของไทยต่อพม่า ที่ได้ดำเนินการมาแล้ว 5 ปี นั้น ไม่ได้ส่งผลให้พม่าเปลี่ยนบทบาทของตนเอง โดยเฉพาะการ เปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยให้มากขึ้นแม้แต่น้อย นอกจากนี้ นโยบายซึ่งเน้นมิติทางเศรษฐกิจเป็นหลักนั้น ก็ไม่ ได้เอื้อประโยชน์ต่อการรักษาผลประโยชน์ของชาติในด้านความ มั่นคงตามแนวชายแดนไทย-พม่า แต่อย่างใด กลับทำให้ศักดิ์ศรี ของชาติลดต่ำลงไปด้วย ดังนั้น นโยบายนี้จึงสมควรได้รับการ ทบทวนใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมที่เป็นจริง ระหว่างไทยกับพม่า ส่วนแนวนโยบายต่างประเทศของไทยต่อ พม่า ทั้งในภาวะปัจจุบันและในทศวรรษหน้า ควรดำเนินนโยบาย ที่มีลักษณะเฉพาะของไทย โดยเน้นความมั่นคงควบคู่กับเศรษฐกิจ และเสริมด้วยมิติทางวัฒนธรรมให้มากขึ้น ทั้งนี้จะต้องสอด ประสานด้วยกระแสปัจจัยภายนอก ทั้งระดับภูมิภาคและสังคม โลกด้วย เพื่อให้ไทยมีศักดิ์ศรีของตนเอง ในสายตาของต่าง ประเทศ และมีความมั่นคงบนพื้นฐานความมั่นคงของชาติ สำหรับการที่พม่าจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนในอีกไม่ กี่ปีข้างหน้านั้น ในทัศนะของทหารมีความเห็นว่า เป็นสิ่ง ที่ดีและจะเอื้อประโยชน์ต่อการเสริมสร้างความสัมพันธ์ ไทย-พม่า โดยเฉพาะความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา ที่มีผล กระทบต่อความมั่นคงตามแนวชายแดนระหว่างไทยกับพม่า ด้วยความจริงใจต่อกันมากขึ้น แต่ผู้ให้สัมภาษณ์บางท่าน ได้ แสดงข้อคิดเห็นในเรื่องนี้ว่าหากไทยสามารถปรับบทบาทของ ตนเองให้เป็นผู้นำกลุ่มอาเซียนได้จริงๆ ก็จะทำให้ไทยได้ผล ประโยชน์สูงสุดในความสัมพันธ์กับพม่า ตามแนวนโยบายที่ กล่าวแล้ว |
| บรรณานุกรม | : |
สายัณห์ เมืองศรี . (2539). นโยบายความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์กับผลที่มีต่อความมั่นคง ตามชายแดนไทย-พม่า.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. สายัณห์ เมืองศรี . 2539. "นโยบายความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์กับผลที่มีต่อความมั่นคง ตามชายแดนไทย-พม่า".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. สายัณห์ เมืองศรี . "นโยบายความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์กับผลที่มีต่อความมั่นคง ตามชายแดนไทย-พม่า."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2539. Print. สายัณห์ เมืองศรี . นโยบายความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์กับผลที่มีต่อความมั่นคง ตามชายแดนไทย-พม่า. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2539.
|
