| ชื่อเรื่อง | : | การวินิจฉัยโรคหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวกดทับรากประสาทด้วยภาพเอมอาร์ไอท่าเดียว |
| นักวิจัย | : | อรสา ชวาลภาฤทธิ์ |
| คำค้น | : | MAGNETIC RESONANCE IMAGING , MRI , LUMBARDISC HERNIATION , DIAGNOSIS |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2546 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082546001421 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการวินิจฉัยโรคหมอนรองกระดูกส่วนเอวกดทับรากประสาทโดยการสร้างภาพเอมอาร์ไอท่าเดียวเปรียบเทียบกับการสร้างภาพหลายท่าตามปกติ รูปแบบการทดลอง: การเปรียบเทียบความเท่ากันของผลลัพธ์ และการศึกษาความถูกต้องของการตรวจด้วยภาพเอมอาร์ไอโดยเปรียบเทียบกับผลผ่าตัด สถานที่ทำการวิจัย: ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล วิธีการศึกษา: ผู้ป่วยที่มารับการตรวจเอมอาร์ไอและได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าสงสัยเป็นโรคหมอนรองกระดูกสันหลังกดทับรากประสาทจะได้รับการซักประวัติจากพยาบาลเกี่ยวกับความรุนแรงและระยะเวลาของอาการปวดหลัง ภาพเอมอาร์ไอของผู้ป่วยจะได้รับการแปลผลโดยรังสีแพทย์สามท่าน แพทย์แต่ละท่านจะอ่านผลจากภาพเอมอาร์ไอท่าเดียวและอ่านจากทั้งสามภาพแยกกัน ในแต่ละรายจะได้รับการบันทึกว่ามีหมอนรองกระดูกยื่นออกมาหรือไม่และมีการกดทับรากประสาทหรือไม่ นำผลที่ได้จากแต่ละวิธีการ(ผลจากภาพเอมอาร์ไอท่าเดียวและจากภาพเอมอาร์ไอสามท่า) มาเปรียบเทียบเพื่อหาความแตกต่าง นอกจากนี้ยังเปรียบเทียบผลที่ได้ในแต่ละวิธีการกับผลผ่าตัดในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัด ผลการศึกษา: ผู้ป่วยที่เข้าร่วมในโครงการทั้งสิ้น 123 ราย (ชาย 61 รายและหญิง 62 ราย) อายุระหว่าง 21-60 ปี (เฉลี่ย 42.91 ปี) มีอาการก่อนมาทำการตรวจเอมอาร์ไอ 1-204 เดือน (เฉลี่ย 31.20 เดือน) ความรุนแรงของอาการน้อยร้อยละ 23.58ปานกลางร้อยละ 45.52 และมากร้อยละ 30.89 ผู้ป่วยได้รับการรักษาโดยการผ่าตัด 33 รายนอกนั้นได้รับการรักษาตามอาการ จากการแปลผลภาพของรังสีแพทย์พบว่าการให้การวินิจฉัยว่ามีหมอนรองกระดูกยื่นออกมาจากรอยแตกของแอนนูลัสหรือไม่ (lumbar disc herniation)โดยใช้ภาพเอมอาร์ไอท่าเดียวไม่ต่างจากการใช้ภาพครบทั้งสามท่าประกอบกัน (ซีตา = 1.04หรือมีความแตกต่างร้อยละ 4, 95%Cl=0.94, 1.14) แต่การให้การวินิจฉัยการกดทับรากประสาทหรือไม่โดยใช้ภาพเอมอาร์ไอท่าเดียวต่างจากการใช้สามท่าโดยมีความแตกต่างร้อยละ 25 ในจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัด 33 ราย พบว่าเป็นหมอนรองกระดูกยื่นและมีการกดทับรากประสาท 22 ราย และมีการยื่นของหมอนรองกระดูกโดยไม่มีการกดทับรากประสาท1 ราย อีก 10 รายไม่มีการยื่นของหมอนรองกระดูก แต่มีการเคลื่อนตัวของข้อกระดูกร่วมกับการกดทับรากประสาท 4 ราย มีการเคลื่อนตัวโดยไม่มีการกดทับ 4 ราย เป็นการนูนของหมอนรองกระดูก โดยไม่มีการกดรากประสาท 1 ราย และมีการกดอีก 1 ราย ความไวความจำเพาะและความถูกต้องในการวินิจฉัยการยื่นของหมอนรองกระดูกโดยเอมอาร์ไอท่าเดียว เท่ากับร้อยละ 82.61, 80 และ 81.82 ตามลำดับ โดยสามท่าเท่ากับร้อยละ 82.61,70 และ 78.79 ตามลำดับ ส่วนความไว ความจำเพาะและความถูกต้องในการวินิจฉัยการกดทับรากประสาทโดยเอมอาร์ไอท่าเดียว เท่ากับร้อยละ 54.84, 100 และ 57.58 ตามลำดับโดยสามท่าเท่ากับร้อยละ 80.65, 100 และ 81.82 ตามลำดับ ความไวและความจำเพาะในการวินิจฉัยการยื่นของหมอนรองกระดูกในภาพเอมอาร์ไอท่าเดียวและสามท่าไม่แตกต่างกันแต่ความไวในการวินิจฉัยการกดทับรากประสาทในทั้งสองวิธีแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.013, 95%Cl = -0.337,-2.501) จากการศึกษานี้สรุปได้ว่า ไม่มีความแตกต่างในการวินิจฉัยการยื่นของหมอนรองกระดูกจากการใช้ภาพเอมอาร์ไอท่าเดียวหรือจากการใช้ภาพมาตรฐานสามท่า แต่มีความแตกต่างในการวินิจฉัยการกดทับรากประสาทซึ่งภาพสามท่าจะวินิจฉัยการกดทับได้ดีกว่าภาพท่าเดียว |
| บรรณานุกรม | : |
อรสา ชวาลภาฤทธิ์ . (2546). การวินิจฉัยโรคหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวกดทับรากประสาทด้วยภาพเอมอาร์ไอท่าเดียว.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. อรสา ชวาลภาฤทธิ์ . 2546. "การวินิจฉัยโรคหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวกดทับรากประสาทด้วยภาพเอมอาร์ไอท่าเดียว".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. อรสา ชวาลภาฤทธิ์ . "การวินิจฉัยโรคหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวกดทับรากประสาทด้วยภาพเอมอาร์ไอท่าเดียว."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2546. Print. อรสา ชวาลภาฤทธิ์ . การวินิจฉัยโรคหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวกดทับรากประสาทด้วยภาพเอมอาร์ไอท่าเดียว. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2546.
|
