ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

แนวทางการสร้างแบบประเมินการดูดซับความร้อนและความชื้นของวัสดุอาคารและเครื่องเรือนเพื่อการประหยัดพลังงานในภูมิอากาศเขตร้อนชื้น

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : แนวทางการสร้างแบบประเมินการดูดซับความร้อนและความชื้นของวัสดุอาคารและเครื่องเรือนเพื่อการประหยัดพลังงานในภูมิอากาศเขตร้อนชื้น
นักวิจัย : สมพงษ์ เหยียบสูญ
คำค้น : HEAT SINK , MOISTURE SINK , HEAT ABSOPRTION , MOISTURE ABSORPTION , HOT-HUMID CLIMATE
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2546
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082546000732
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตภูมิอากาศแบบร้อนชื้น จึงส่งผลให้มีความร้อนและความชื้นในอากาศสูงเกือบตลอดทั้งปี จึงมีการนำระบบปรับอากาศมาสร้างสภาวะน่าสบายให้กับอาคารพักอาศัย และการเลือกใช้ระบบปรับอากาศโดยทั่วไป จะคิดภาระการทำความเย็นจากการลดอุณหภูมิและความชื้นที่ถ่ายเทผ่านส่วนประกอบอาคารเข้ามาเท่านั้น แต่ไม่ได้คำนึงถึงภาระการทำความเย็นที่เกิดจากสะสมความร้อนและความชื้นในเนื้อวัสดุอาคารและเครื่องเรือน ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมากและจำเป็นต้องมีการศึกษาเพื่อการใช้งานระบบปรับอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบประเมินการดูดซับความร้อนและความชื้นเพื่อใช้เลือกวัสดุอาคารและเครื่องเรือนที่เหมาะสม โดยวิธีการรวบรวมข้อมูลการดูดซับความร้อนและความชื้นของวัสดุ ร่วมกับศึกษาตัวแปรของส่วนประกอบอาคารพักอาศัยแล้วนำมาสร้างเป็นแบบประเมิน ผลการศึกษาพบว่า เมื่อวัสดุอยู่ในสภาวะปรับอากาศ การคายความร้อนจะให้เวลา3-5 ชม. การคายความชื้นจะใช้เวลา 3-10 ชม. เมื่อปิดระบบปรับอากาศและเปิดประตูหน้าต่างการดูดซับความร้อนจะใช้เวลา 3-5 ชม. การดูดซับความชื้นจะใช้เวลา 1 ชม. ซึ่งคิดเป็นภาระการทำความเย็น 80% ของภาระการทำความเย็นจากความชื้น เมื่อเปิดเครื่องปรับอากาศผลรวมของการคายความร้อนและความชื้นก่อให้เกิดภาระในการทำความเย็นชั่วโมงแรกสูงสุดโดยเฉลี่ยประมาณ 63% ส่วนชั่วโมงที่ 2 ประมาณ 17% ส่วนชั่วโมงที่เหลือ ประมาณ 20%ของภาระการทำความเย็นทั้งหมด อัตราส่วนผนัง ฝ้าเพดาน พื้นต่อพื้นที่ใช้งาน คิดเป็น ผนัง 50-60% ฝ้าเพดานเป็น 30% และพื้น 20% วัสดุผนัง พื้น ที่ก่อให้เกิดภาระการทำความเย็นน้อยที่สุด ได้แก่ผนังกระจก ฝ้ายิปซั่มบอร์ด พื้นกระจก โดยมีภาระการทำความเย็นต่อตารางเมตรเป็น12 บีทียู 151 บีทียู และ 24 บีทียู ตามลำดับ วัสดุผนัง ฝ้า พื้น ที่ก่อให้เกิดภาระการทำความเย็นมากที่สุด ได้แก่ ผนังก่ออิฐฉาบปูน 2 ชั้น ฝ้าคสล. 12 นิ้ว (ใช้พื้นชั้นบนเป็นฝ้า) พื้นคสล. 12 นิ้ว โดยมีภาระการทำความเย็นต่อตารางเมตรเป็น 784 บีทียู1052 บีทียู และ 1052 บีทียู เครื่องเรือนและวัสดุตกแต่งภายในอาคารพักอาศัยเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญเพราะสามารถสร้างภาระการทำความเย็นได้ใกล้เคียงกับวัสดุอาคาร กลุ่มวัสดุเครื่องเรือนที่ก่อให้เกิดภาระการทำความเย็นมากที่สุดคือ กลุ่มวัสดุธรรมชาติ จำพวกกระดาษ ไม้และพรมขนแกะ โดยมีภาระการทำความเย็นต่อตารางเมตรประมาณ 300-340 บีทียู กลุ่มวัสดุที่ก่อให้เกิดภาระการทำความเย็นน้อยที่สุดคือ กลุ่มวัสดุสังเคราะห์ที่มีลักษณะเซลล์ปิดและมีมวลสารน้อย เช่น วอลล์เปเปอร์โฟม พรมสังเคราะห์ ผ้าลินิน ซึ่งมีภาระการทำความเย็นต่อตารางเมตรประมาณ 20-30 บีทียู ดังนั้นการเลือกใช้วัสดุอาคารและเครื่องเรือนรวมทั้งวัสดุตกแต่งสำหรับอาคารปรับอากาศ ต้องเลือกวัสดุที่มีมวลสารน้อยและไม่สะสมความชื้น

บรรณานุกรม :
สมพงษ์ เหยียบสูญ . (2546). แนวทางการสร้างแบบประเมินการดูดซับความร้อนและความชื้นของวัสดุอาคารและเครื่องเรือนเพื่อการประหยัดพลังงานในภูมิอากาศเขตร้อนชื้น.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
สมพงษ์ เหยียบสูญ . 2546. "แนวทางการสร้างแบบประเมินการดูดซับความร้อนและความชื้นของวัสดุอาคารและเครื่องเรือนเพื่อการประหยัดพลังงานในภูมิอากาศเขตร้อนชื้น".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
สมพงษ์ เหยียบสูญ . "แนวทางการสร้างแบบประเมินการดูดซับความร้อนและความชื้นของวัสดุอาคารและเครื่องเรือนเพื่อการประหยัดพลังงานในภูมิอากาศเขตร้อนชื้น."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2546. Print.
สมพงษ์ เหยียบสูญ . แนวทางการสร้างแบบประเมินการดูดซับความร้อนและความชื้นของวัสดุอาคารและเครื่องเรือนเพื่อการประหยัดพลังงานในภูมิอากาศเขตร้อนชื้น. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2546.