ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ความคิดเห็นและการปฏิบัติในการส่งเสริมป้องกันปัญหาสุขภาพจิตของแกนนำสุขภาพประจำครอบครัว

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ความคิดเห็นและการปฏิบัติในการส่งเสริมป้องกันปัญหาสุขภาพจิตของแกนนำสุขภาพประจำครอบครัว
นักวิจัย : ธารีพร ตติยบุญสูง
คำค้น : OPINION , PRACTICE , MENTAL HEALTH PROMOTION AND PROTECTION , FAMILY HEALTHLEADER
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2544
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082544000727
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็นและการปฏิบัติของแกนนำสุขภาพประจำครอบครัวในการส่งเสริมป้องกันปัญหาสุขภาพจิตของแกนนำสุขภาพประจำครอบครัวและความแตกต่างระหว่างจังหวัด ใน 5 ด้าน ประกอบด้วย การลดความขัดแย้งในครอบครัวการสร้างความสุขในครอบครัว บทบาทการทำให้ลูกห่างไกลยาเสพติด และการดูแลผู้สูงอายุโดยแยกเป็นรายข้อ 30 ดัชนีชี้วัด โดยออกแบบเป็นการวิจัยเชิงพรรณา เก็บข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม 2544 - กุมภาพันธ์ 2545 ส่งแบบสอบถามจำนวน 500 ฉบับ/จังหวัด ไปยัง4 จังหวัด (สิงห์บุรี ชัยภูมิ สุราษฎร์ธานี และเพชรบูรณ์) ใน 4 ภูมิภาค รวมจำนวน2,000 ฉบับ มีผู้ตอบกลับ 1,416 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 70.8 ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์หาข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณาและสถิติเชิงอนุมานทดสอบหาความแตกต่าง จากการศึกษาพบว่า เป็นเพศชาย ร้อยละ 37.1 เพศหญิง ร้อยละ 62.9 อายุเฉลี่ย40.6 ปี จบการศึกษาระดับประถมศึกษาร้อยละ 67.0 มีสถานภาพเป็นแกนนำสุขภาพประจำครอบครัวในปัจจุบัน ร้อยละ 78.8 เคยได้รับการอบรมแกนนำสุขภาพประจำครอบครัว ร้อยละ86.4 ได้รับความรู้เรื่องสุขภาพจิตจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขร้อยละ 87.0 เป็นการได้รับความรู้ไม่ต่อเนื่อง ร้อยละ 60.1 จากการวิเคราะห์เชิงลึก พบว่า ในภาพรวม แกนนำสุขภาพประจำครอบครัวให้ค่าคะแนนเฉลี่ยความคิดเห็นต่อความสำคัญของงานสุขภาพจิตสูงกว่าการนำไปใช้ประโยชน์ ทั้ง5 ด้าน 30 ดัชนี และเมื่อแยกเป็นรายข้อ (ดัชนี) พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01) ในทุกข้อ และพบว่า จังหวัด และอายุ มีผลต่อความแตกต่างของความคิดเห็นต่อความสำคัญของงานสุขภาพจิต และการนำไปใช้ประโยชน์ทั้ง 5 ด้าน 30 ดัชนีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01) นอกจากนั้น รายได้ ระดับการศึกษา และการได้รับความรู้อย่างต่อเนื่อง มีผลต่อความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในบางด้าน แกนนำสุขภาพประจำครอบครัวให้ความสำคัญ รวมถึงต้องการความรู้เพิ่มเติม (ร้อยละ 68.8)ในเรื่อง บทบาทการทำให้ลูกห่างไกลยาเสพติดเป็นอันดับแรก และควรมีการอบรมฟื้นฟูความรู้ทุก 6 เดือน ถึง 1 ปี ร้อยละ 75.8 และระยะเวลาที่เหมาะสมในการอบรม คือ1-2 วัน ร้อยละ 70.6 การศึกษานี้ แสดงให้เห็นว่าแกนนำสุขภาพประจำครอบครัว ให้ความสำคัญต่องานสุขภาพจิตสูง แต่มีการนำไปใช้ประโยชน์ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น และมีความต้องการความรู้เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง สมควรที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการให้มีการฝึกอบรมให้ความรู้แก่ แกนนำสุขภาพประจำครอบครัว และขยายผลการดำเนินงานให้ครอบคลุมทุกพื้นที่รวมถึงมีการดำเนินการอบรมให้ความรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของแกนนำสุขภาพประจำครอบครัวและประชาชนทั่วไป

บรรณานุกรม :
ธารีพร ตติยบุญสูง . (2544). ความคิดเห็นและการปฏิบัติในการส่งเสริมป้องกันปัญหาสุขภาพจิตของแกนนำสุขภาพประจำครอบครัว.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
ธารีพร ตติยบุญสูง . 2544. "ความคิดเห็นและการปฏิบัติในการส่งเสริมป้องกันปัญหาสุขภาพจิตของแกนนำสุขภาพประจำครอบครัว".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
ธารีพร ตติยบุญสูง . "ความคิดเห็นและการปฏิบัติในการส่งเสริมป้องกันปัญหาสุขภาพจิตของแกนนำสุขภาพประจำครอบครัว."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2544. Print.
ธารีพร ตติยบุญสูง . ความคิดเห็นและการปฏิบัติในการส่งเสริมป้องกันปัญหาสุขภาพจิตของแกนนำสุขภาพประจำครอบครัว. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2544.