| ชื่อเรื่อง | : | ชุมชนปฏิบัติการด้านการเรียนรู้ : ภูมิปัญญาอีสาน เรื่อง การบีบเอ็น กรณีศึกษาตำบลยอดแกง อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ |
| นักวิจัย | : | สายหยุด ภูปุย |
| คำค้น | : | การบีบเอ็นหมายถึงการนวดการใช้มือบีบหรือกดเพื่อให้คลายจากความปวดเมื่อยโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นผสมผสาน ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) หมายถึง องค์ความรู้ ความสามารถและทักษะของคนไทยอันเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ที่ผ่านกระบวนการเลือกสรร เรียนรู้ ปรุงแต่ง พัฒนาและถ่ายทอดสืบต่อกันมา เพื่อใช้แก้ปัญหา และพัฒนาวิถีชีวิตของคนไทยให้สมดุลกับสภาพแวดล้อมและเหมาะสมกับยุคสมัยใหม่ แพทย์แผนไทย หมายถึง หมอรักษาโรคตามแนวทางภูมิปัญญาไทยที่สืบทอดมาจากโบราณกาล กระบวนการเรียนรู้หมายถึง เทคนิคหรือขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สามารถวัดและประเมินผลตามสภาพจริงจากการสังเกตพฤติกรรมการประเมินผลงานและถามความพึงพอใจ กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม หมายถึง วิธีการที่องค์กรหรือกลุ่มคน ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ร่วมวางแผน ร่วมคิด ร่วมทำร่วมรับผิดชอบ ค้นพบความรู้ความจริงและพัฒนาศักยภาพของตนเอง |
| หน่วยงาน | : | มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2552 |
| อ้างอิง | : | มรภ.กาฬสินธุ์ ก่อนยุบรวมเป็น ม.กาฬสินธุ์ |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การวิจัย เรื่อง ชุมชนปฏิบัติการเรียนรู้ : ภูมิปัญญาอีสานการบีบเอ็น มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ความรู้ภูมิปัญญาอีสานการบีบเอ็นของชุมชนตำบลยอดแกง อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ 2) สร้างกระบวนการชุมชนปฏิบัติการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมในเรื่องการบีบเอ็น และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมในเรื่องการบีบเอ็น กลุ่มประชากร คือ ประชาชนในพื้นที่ตำบลยอดแกง อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 18 หมู่บ้าน และ กลุ่มตัวอย่างคือหมอภูมิปัญญาด้านการบีบเอ็นในพื้นที่ตำบลยอดแกง อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 15 คน เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากหมอบีบเอ็นที่เป็นที่ยอมรับของคนในชุมชน ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจและการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) ด้วยกระบวนการกลุ่ม คือ การสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน,การศึกษาสำรวจชุมชน,การเตรียมคนและเครือข่ายความร่วมมือ,การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้,สังเคราะห์องค์ความรู้จัดทำบทเรียน,กำหนดแผนงานการจัดการและ เผยแพร่บทเรียนองค์ความรู้เรื่องการบีบเอ็น โดยหมอภูมิปัญญาด้านการบีบเอ็นและผู้นำชุมชนร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อจัดหมวดหมู่ ตีความ สร้างบทเรียนการบีบเอ็นของชุมชนตำบลยอดแกง อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ ผลการวิจัยพบว่า 1.) องค์ความรู้ด้านการบีบเอ็นในปัจจุบันของชุมชนตำบลยอดแกง อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ มีหมอภูมิปัญญาด้านการบีบเอ็น อยู่ 2 กลุ่มใหญ่ๆคือ กลุ่มที่ 1 หมอภูมิปัญญาการบีบเอ็นที่ได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ มีจำนวน 9 คน อายุเฉลี่ยต่ำสุด 45 ปี สูงสุด 85 ปี ให้บริการอยู่ตามบ้านของตนเองหรือบ้านของผู้รับบริการ วิธีการบีบเอ็นใช้มือกด บีบ คลึงไปตามร่างกาย หรือขึ้นเหยียบตามแข็งขา ลำตัวและ เอว ไม่ใช้นำมันหอมระเหย และมีกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ อยู่สอง ลักษณะ คือ หนึ่ง คนที่สนใจอยากเรียนรู้เรื่องการบีบเอ็นแต่ไม่ใช่เครือญาติของหมอบีบเอ็น จะต้องทำพิธีกรรมโดยการบวงสรวง มีค่าครูค่าคายถึงจะได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ และ สอง การถ่ายทอดตามธรรมชาติ โดยหมอบีบเอ็นจะใช้กลอุบายให้ลูกๆ หลานๆ ที่คิดว่าจะถ่ายทอดวิชาความรู้เรื่องการบีบเอ็นให้ช่วยขึ้นเหยียบตามเอว ตามลำแข็งลำขา เพื่อจะให้จดจำตำแหน่ง เหมือนกับการฝึกให้เรียนรู้ด้วยตนเองซึ่งจะทำให้ผู้รับการถ่ายทอดไม่ต้องถูกบังคับ และกลุ่มที่ 2 คือแพทย์แผนไทย ที่เข้ารับการฝึกอบรมจากสำนักงานสาธารณสุข ในการนวดแผนไทยแบบราชสำนัก มีจำนวน 30 คน อายุเฉลี่ยต่ำสุด 35 ปี สูงสุด 55 ปี ซึ่งกลุ่มที่เข้ารับการฝึกอบรมจะมีทั้งคนที่มีความรู้พื้นฐานเดิมอยู่แล้วกับคนที่ไม่มีความรู้พื้นฐานเดิม ส่วนใหญ่ใช้วิธีการบีบเอ็น โดยใช้น้ำมันหอมระเหยควบคู่กับการ บีบ กด คลึงไปตามร่างกายและการใช้ยาตั้ง (ลูกปะคบ) นวดเส้นเอ็น เป็นการใช้สมุนไพรมาปะคบ มีกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้วยวิธีการสอนตามขั้นตอนของการนวดแบบราชสำนักและให้บริการอยู่ตามสถานีอนามัยและศูนย์ส่งเสริมสุขภาพชุมชน 2)การสร้างกระบวนการชุมชนปฏิบัติการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม โดยใช้กลยุทธ์การประชุมเชิงปฏิบัติการและการฝึกปฏิบัติการถ่ายทอดองค์ความรู้จากหมอบีบเอ็น ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน ทำให้มีความรู้ ความเข้าใจ เกิดทักษะในการเรียนรู้ภูมิปัญญาด้านการบีบเอ็น เปิดโอกาสให้หมอภูมิปัญญาบีบเอ็นที่มีในชุมชนได้แสดงบทบาทในการเป็นผู้สอนผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับคนในชุมชนได้อย่างมั่นใจ สำหรับสภาพความร่วมมือในการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างหมอภูมิปัญญาบีบเอ็นกับคนในชุมชนโดยภาพรวมแล้วเกิดจากความคุ้นเคยและความสัมพันธ์กันในชุมชน ลักษณะความร่วมมือจะมีตั้งแต่เข้าร่วมเรียนรู้ ร่วมให้ข้อมูลในการจัดกลุ่มของการบีบเอ็น และร่วมจัดทำบทเรียนการบีบเอ็นด้วยความใส่ใจเป็นอย่างดียิ่ง 3) ความพึงพอใจต่อการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของผู้รับการถ่ายทอดและผู้ถ่ายทอด พบว่ามีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (3.93) คิดเป็นร้อยละ 74 เพราะกิจกรรมสอดคล้องกับบริบทของชุมชน เนื้อหาสาระที่จะเรียนรู้เป็นเนื้อหาสาระที่คุ้นเคยดีในชุมชนซึ่งคนในชุมชนมีประสบการณ์เดิมอยู่ก่อนแล้ว จึงทำให้เกิดความสนุกสนานในการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น การนำเรื่องบีบเอ็นมาจัดกระบวนการเรียนรู้ชุมชน เป็นการให้คนในชุมชนได้ซึมซับความเป็นท้องถิ่น มีความผูกพันกับชุมชน ซึ่งเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการส่งเสริมการอนุรักษ์ภูมิปัญญาอีสานการบีบเอ็นให้คงอยู่สืบไป |
| บรรณานุกรม | : |
สายหยุด ภูปุย . (2552). ชุมชนปฏิบัติการด้านการเรียนรู้ : ภูมิปัญญาอีสาน เรื่อง การบีบเอ็น กรณีศึกษาตำบลยอดแกง อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์.
กาฬสินธุ์ : มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์. สายหยุด ภูปุย . 2552. "ชุมชนปฏิบัติการด้านการเรียนรู้ : ภูมิปัญญาอีสาน เรื่อง การบีบเอ็น กรณีศึกษาตำบลยอดแกง อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์".
กาฬสินธุ์ : มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์. สายหยุด ภูปุย . "ชุมชนปฏิบัติการด้านการเรียนรู้ : ภูมิปัญญาอีสาน เรื่อง การบีบเอ็น กรณีศึกษาตำบลยอดแกง อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์."
กาฬสินธุ์ : มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์, 2552. Print. สายหยุด ภูปุย . ชุมชนปฏิบัติการด้านการเรียนรู้ : ภูมิปัญญาอีสาน เรื่อง การบีบเอ็น กรณีศึกษาตำบลยอดแกง อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์. กาฬสินธุ์ : มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์; 2552.
|
