ตะลึง! NotPetya มัลแวร์ตัวแสบ เรียกค่าไถ่เป็นจำนวนเงินกว่า 8 ล้านบาท
virus

เมื่อไม่นานมานี้ มัลแวร์ NotPetya ถูกปล่อยออกมาบนโลกอินเตอร์เน็ต สร้างความเสียหายให้กับหลายคน รวมถึงหลายบริษัทใหญ่ๆ ล่าสุดมีการ "เรียกค่าไถ่เป็นเงินสูงถึง 250,000 เหรียญ"
หรือประมาณ 8 ล้านบาท เพื่อแลกกับรหัสปลดล็อค
"NotPetya ไม่ใช่มัลแวร์ตัวเดียวกับ Petya" ที่ระบาดในช่วงก่อนหน้านี้ โดยเจ้าตัวมัลแวร์ตัวใหม่นี้ ใช้โค๊ดบางส่วนของ Petya ransomware ตัวเก่า ซึ่งยังคงจัดอยู่ในประเภท
มัลแวร์เรียกค่าไถ่ ที่ต้องจ่ายเงินแลกกับรหัสปลดล็อค โดยจ่ายเป็น บิทคอยน์ (Bitcoin) และ มีการยืนยันออกมาว่า แม้จะจ่ายเงินแล้ว รหัสที่ได้มานั้นกลับปลดล็อคไฟล์ได้เพียงบางส่วนเท่านั้น
ทางเว็บไซต์ Motherboard ได้เปิดเผยว่า กลุ่มแฮกเกอร์ GoldenEye อยู่เบื้องหลังการโจมตีของ NotPetya ได้เรียกร้องเงินค่าไถ่สูงถึง 100 บิทคอยน์ หรือ ประมาณ 250,000 เหรียญ
เพื่อแลกกับรหัสที่อ้างว่าสามารถปลดล็อคไฟล์ทั้งหมดได้
เจ้ามัลแวร์ NotPetya ตัวใหม่นี้ ได้ระบาดหนักมาก ในกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน หนักขนาดที่ว่าเดือดร้อนกันตั้งแต่โรงไฟฟ้า สนามบิน หลายสำนักงานของรัฐบาล ไม่เว้นแม้แต่
บริษัทระดับโลกอย่าง FedEx, Merck, Cadbury และ APMoller-Maersk ก็ยังไม่รอดจากการโจมตีนี้
หากรวมมูลค่าของ 4 บริษัทใหญ่ระดับโลกนี้ ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 130,000 ล้านเหรียญ กล่าวได้ว่าเป็นเหยื่อตัวใหญ่ที่สามารถเรียกค่าไถ่ได้มากมาย แต่กลับเป็นเรื่องน่าแปลกใจสุดๆ
ที่แฮกเกอร์กลับเรียกเงินค่าไถ่เพียง 300 เหรียญ ต่อเครื่อง ซึ่งน้อยมากๆ หากเทียบกับมูลค่าของทั้งหมด
เหล่าผู้เชี่ยวชาญในวงการ เชื่อว่าทั้งหมดนี้ เป็นการโจมตีระหว่างประเทศ โดยใช้มัลแวร์มาบังหน้า เพื่อปกปิดเป้าหมายที่แท้จริง ทำให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ หันไปกล่าวโทษกลุ่มแฮกเกอร์ว่าเป็นต้นเหตุ
และ ยังมีข้อสันนิษฐานอีกว่า เป้าหมายของการโจมตีนี้ "เพื่อทำลายฐานข้อมูลสำคัญต่างๆ "
แม้ว่าในตอนนี้ ยังไม่แน่ชัดว่ากลุ่มแฮกเกอร์ใด ที่เรียกร้องจำนวนเงินมากขนาดนั้น และยังไม่ปรากฏหลักฐานการโอนเงินตามจำนวนที่เรียกร้องใน Bitcoin ท้ายที่สุด
หากเราไม่อยากนั่งกุมขมับ เพราะโดนเจ้ามัลแวร์ตัวนี้เล่นงาน เราควรให้ความสำคัญกับระบบป้องกัน และอัพเดทมันอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์
หลีกเลี่ยงการเข้าชม และดาวน์โหลดไฟล์จากเว็บไซต์ที่ดูไม่น่าเชื่อถือ หากทำทั้งหมดนี้ได้ ก็จะทำให้เราปลอดภัยในระดับนึงเลยทีเดียว
ที่มา : www.cnet.com
